วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ถุงผ้าลดโลกร้อน

เคยนั่งคิดเล่นๆ ครับ เวลาเห็นคนที่ทำงานไปซื้อของที่ 7/11 ทุกเช้าและบ่าย

วันๆ หนึ่งเราใช้ถุงพลาสติกจำนวนเยอะทีเดียว

หนึ่งคนเข้าวันละสองครั้ง ตีไปสองถุงต่อวัน

ถ้ามีคนเข้าวันละร้อยคน ก็ใช้ถุง 200 ใบต่อวันอย่างต่ำ

นี่แค่ออฟิสในตึกเดียวนะครับ

และถุงที่ใช้นั้น มีอายุการใช้งานที่สั้นเหลือเกิน

หิ้วจากร้านไปโต๊ะทำงาน บางทีใช้มันไม่ถึงห้านาทีก็ทิ้งแล้ว

แต่เรื่องที่แปลกมากกว่านั้นคือ

คนทั่วไปจะคิดถึงถุงผ้าเมื่อ

- เป็นของตกแต่งใช้สะพายเพื่อบอกคนอื่นว่าเรารักโลก

- ผลิตออกมาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กรหรือบริษัท

- ซื้อเป็นของขวัญให้เพื่อน ซึ่งคนที่ได้รับ ก็เอาไปแขวนต่อไว้เฉยๆ

มีเวลาเดียวเท่านั้นที่เราไม่เคยคิดถึงมัน คือ

เวลาที่ต้องใช้มันเพื่อช่วยลดปัญหาสังคม

อืม…น่าเสียดาย

1

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อะไรเอ่ย

ได้ข้อคิดดีๆ จากน้องที่ทำงานเกี่ยวกับเกมทายปัญหา "อะไรเอ่ย"
เชื่อว่าทุกท่านคงต้องเคยเล่นแน่นอน
แต่เคยสังเกตรึเปล่าครับว่าเกมนี้สามารถเล่นได้ทุกวัย ทุกวัน ทุกเวลา
แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือเจตนาในการเล่นที่เปลี่ยนไปตามวัยครับ
เมื่อเราเด็กๆ หรือลองสังเกตดูเวลาพวกเด็กตัวน้อยๆ เล่น "อะไรเอ่ย" ดูสิครับ
กับเมื่อเราโตขึ้น รู้สึกอะไรที่เปลี่ยนไปไหม
ไม่ใช่เรื่องของคำถามที่ยากขึ้นหรอกครับ
แต่เป็นเรื่องของความตื่นเต้นที่ต้องการให้คนที่เล่นกับเราตอบได้ต่างหาก
เด็กๆ นั้น เล่น  "อะไรเอ่ย" เพื่อให้เพื่อนตอบได้ ใบ้ให้จนแทบขาดใจ ลุ้นตัวโก่ง และดีใจสุดๆ เมื่อเพื่อนตอบ
แต่เมื่อโตขึ้น นอกจากต้องคอยหาคำถามที่ยากแล้ว ความสนุกในวัยเด็กก็หายไปด้วย
กลายเป็นความดีใจในการถามแล้วคนอื่นตอบไม่ได้ เป็นเรื่องของชัยชนะ กับรอยยิ้มแห่งการอยู่เหนือผู้อื่นไปซะแล้ว
อะไรที่ทำให้เป็นอย่างนี้เอ่ย?
อันนี้ผมถามแบบเด็กๆ นะครับ ให้ลองคิดกันดูเพราะเชื่อว่าแต่ละคนคงมีคำตอบไม่เหมือนกัน :D

 

question_mark_tshirt-p235683759807153754zvkgh_400

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

กิจกรรมสอนเด็ก

วันนี้ผมได้ฟังเรื่องน่ารักเรื่องหนึ่งจากพี่ที่ทำงานครับ

เขาได้พาลูกไปแข่งกีฬาสีที่โรงเรียน แข่งวิ่งพลัดประเภททีม

ผลปรากฎว่า ได้ที่ 4 จาก ทั้งหมด 6 ทีม

ในขณะที่ประกาศผลและรับรางวัล ลูกตัวน้อยได้สะกิดเขา แล้วถามว่า เมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเขาขึ้นไปรับรางวัล

พี่เขาเองอึ้งไปพักใหญ่ครับ เพราะต้องหาเหตุผล อธิบายให้ลูกฟัง ถึงรางวัลที่มีไว้ให้อันดับ 1-3 ส่วนที่เหลือก็จะไม่ได้

ผมได้ฟังแล้วก็คิดถึงสมัยผมเด็กๆ ครับ ผมเล่นบอลตั้งแต่จำความได้ ติดตัวโรงเรียนตั้งแต่สมัยประถม แพ้กับชนะ มักมาสลับกันเสมอ

ที่บ้านผมเลี้ยงปลา หมา แมว นก เลี้ยงไป ตายบ้างรอดบ้าง ทั้งที่เราพยายามดูแลอย่างดี

ผมว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นบทเรียนที่ดีมากสำหรับเด็กครับ ได้เรียนรู้การแพ้ชนะ ได้เรียนรู้การสูญเสียเมื่อเจ้าหมาตัวโปรดตาย

สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่า มันทำให้หัวใจดวงน้อยๆ แกร่งขึ้นทีละนิด

รู้จักฝึกมากขึ้น ถ้าอยากจะหนีบรรยากาศการพ่ายแพ้

รู้จักรับผิดชอบสิ่งต่างๆ ที่เรารับผิดชอบ ถึงแม้จะเป็นแค่ปลาหางนกยูงตัวเล็กๆ

สุดท้ายผมถามพี่เขาครับว่า แล้วตกลงพี่สอนลูกไปว่าอย่างไร เผื่อในอนาคตผมจะได้เอาไว้ใช้บ้าง

เขาคิดสักพัก แล้วตอบว่า

พี่จำไม่ได้แล้วว่ะ 555

แต่ผมเชื่อว่าคงเป็นคำตอบที่ดีในฐานะพ่อแน่ๆ เพราะอะไรน่ะเหรอครับ

เพราะทั้งพ่อและลูกตัวน้อยๆ ยังคงเล่นกีฬาด้วยรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลาเสมอครับ

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เปลี่ยนคำถาม

ตั้งแต่ผลการเลือกตั้งออกมา สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นคือสื่อและรายการต่างๆ ในหลายๆ ช่อง

พยายามออกข่าว สัมภาษณ์ ผู้ที่ทุกคนให้ความเห็นว่า เป็นตัวแปรสำคัญในการปรองดอง

นั่นคือ อดีตนายกทักษิณ

มีการแข่งกันทำข่าวตั้งแต่สัมภาษณ์แสดงความยินดีกับผลเลือกตั้ง ต่อสายให้พูดคุยกับน้องสาว

มีเยอะจนบางคนบอกว่า ตกลงใครได้เป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งกันแน่

บางท่านก็บอกว่า สื่อเก่งมากขนาดหนีคดีไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ยังตามเจอได้สบาย

บางคนรู้สึกเฉยๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่า มันจะออกมาเป็นรูปแบบนี้

จนมาถึงวันนี้ ผมได้มีโอกาสดูรายการหนึ่งมีการสัมภาษณ์เหมือนที่ทำกันมา

เลยเริ่มนึกขึ้นมาได้ว่า ทำไมสื่อถึงถามอะไรที่มันเป็นการสร้างคำตอบเดิมๆ

เช่น ได้ข่าวว่าเสียสละในการไม่กลับประเทศ?

ได้ข่าวว่าอาจจะไม่กลับมางานแต่งลูก?

แล้วก็ให้พูดถึงอนาคตประเทศชาติและอยากให้คนจดจำในฐานะอะไร?

คำตอบที่พอจะสรุปได้คือ

ไม่กลับประเทศก็ได้ถ้ามีปัญหา และถึงแม้อยากจะมาแสดงความยินดีกับลูกมากขนาดไหน

แต่เพื่อส่วนรวม ก็พร้อมทำให้

ส่วนอนาคตอยากให้ทุกคนลืมอดีตและก้าวไปข้างหน้า

ตัวเองประสบความสำเร็จแล้วต่อไปขอทำประโยชน์แก่ประชาชนที่ลำบาก

อยากให้คนจดจำเขาไว้ในฐานะคนที่ไม่ทิ้งประชาชนยากจน คนที่รักประเทศ คนที่เคารพในหลวง

........ผมไม่ขอพูดถึงคำตอบ เพราะเชื่อว่าทุกคนมีความคิดเห็นอยู่ในใจเป็นของตัวเอง....

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้สื่อได้ลองทำบ้าง คือ การเปลี่ยนคำถาม เหมือนที่กล่าวไว้ข้างต้น

อยากเห็นสื่อถามในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย อยากเห็นสื่อที่ถามในสิ่งที่สื่ออยากรู้คำตอบเช่นกัน

อย่าลืมว่าคุณเป็นสื่อ เป็นนักข่าว ไม่ใช่แค่คนรับจ้างถือไมค์ แล้วรับเงินกลับบ้าน

ตอนนี้มีสถานะเป็นบุคคลกระทำผิด มีคดี มีความคิดอยากกลับไปทำให้ถูกต้องเหมือนประชาชนทั่วไปบ้างไหม เพราะมันอาจเป็นการแสดงความตั้งใจในการสร้างความปรองดองทางหนึ่ง?

ถ้ารักประเทศ ทำไมให้คนเผาบ้านเผาเมือง ในเมื่อคุณมีพลังในการชี้นำ?

ถ้ารักในหลวง ทำไมปล่อยให้ให้มีคนในกลุ่มของคุณลบหลู่ จาบจ้วง สถาบันกษัตริย์?

เชื่อว่าหลายคนไม่อยากฟังคำตอบหรอกครับ แต่อยากฟังคำถามที่หลุดจากปากผู้มีโอกาสถามมากกว่า

ไม่ใช่คอยแต่พูดว่า ท่านอย่างโน่น ท่านอย่างนี้ คุณเรียกคนที่มีคดีติดตัวว่าท่าน

ต่อไปลูกหลานจะแยกไม่ออกนะครับว่า ดี ไม่ดี ถูก ผิด มันต่างกันอย่างไร

มันอวยกันจนน่าเบื่อเกินไปครับ...

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ช่างน่าเศร้า

เมื่อครั้งมีอำนาจ ใช้วิธีกำปั้นเหล็กสลายประชาชน 

กรณีตากใบ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ในอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85คน

ประชาชนท้องถิ่นหลายร้อนคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายวัยรุ่น ได้ถูกจับกุม กลุ่มคนเหล่านี้ถูกถอดเสื้อ ผูกมือไพล่ติดกับหลัง และถูกจัดท่าให้นอนราบลงกับพื้น

คลิปวิดีโอได้แสดงภาพทหารเตะและทุบตีประชาชนที่ถูกจับมัดไว้เรียบร้อยแล้วและนอนอยู่บนพื้นโดยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ผู้ที่ถูกจับกุมถูกทหารโยนเข้าไปในรถบรรทุกซึ่งจะนำไปส่งยังค่ายทหารในจังหวัดปัตตานี ผู้ที่ถูกจับกุมนอนทับกันถึงห้าหรือหกชั้นในรถบรรทุก

และเมื่อรถบรรทุกดังกล่าวมาถึงค่ายทหารในอีกสามชั่วโมงถัดมา หลายคนก็เสียชีวิตไปแล้วเนื่องจากขาดอากาศหายใจ รายงานอ้างว่ามีผู้เสียชีวิต 7 คนจากบาดแผลกระสุนปืน

ส่วนที่เหลือเชื่อกันว่าเสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจหรือถูกทุบตี

Screen shot 2554-06-30 at 17.12.32 copyScreen shot 2554-06-30 at 17.13.38 copy

 

Screen shot 2554-06-30 at 17.15.40 copyScreen shot 2554-06-30 at 17.23.47 copy

เมื่อครั้งไม่มีอำนาจ

เป็นผู้นำสร้างกลุ่มเสื้อแดงชุมนุมประท้วง

สร้างผู้นำหลายสิบคนชักจูงประชาชนเดินตามไปในแนวทางที่ผิด

นำให้คนเกลียดกัน นำให้คนเห็นแก่เงิน นำให้คนติดอาวุธ นำให้คนทำให้บ้านเกิดเมืองนอนเป็นทะเลเพลิง นำให้ผู้คนดูถูกสถาบันกษัตริย์

Screen shot 2554-06-30 at 17.27.18 copy Screen shot 2554-06-30 at 17.46.12 copy

Screen shot 2554-06-30 at 17.50.18 copyScreen shot 2554-06-30 at 17.52.36 copy

 

วันนี้อย่าพูดอีกเลยว่าจะให้บางพื้นที่ เป็นเขตปกครองพิเศษ......ในเมื่อคุณเองทำให้เขาต้องสูญเสียพี่น้องและเป็นแรงโกรธแค้นจนถึงทุกวันนี้ 

วันนี้อย่าพูดอีกเลยเรื่องฆ่าประชาชน 91 ศพ.....ทุกคนทำทุกอย่างเพื่อให้ไม่ต้องสูญเสีย แต่คุณหลอกใช้พวกเขาเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งเท่านั้น

อย่าดูถูกประชาชนอีกเลย อย่าใช้ความไม่รู้ของคนส่วนใหญ่มาสร้างอำนาจกดขี่ข่มเหงกลุ่มคนที่รู้ทัน

วันนี้อย่าพูดอีกเลยว่า ให้ลืมอดีต ข้ามก้าวไปสู่ความปรองดอง.......มันง่ายและเห็นแก่ตัวเกินไป

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เลือกตั้ง

 

ทุกวันนี้งานอดิเรกของผมคือการได้พูดคุยเรื่องการเมืองแบบความรู้ของคนบ้านๆ

ถ้าจะสนุกสุดคือการได้พูดคุยกับคนรู้จักที่เป็นคนเสื้อแดง ผมยังเชื่อว่าคิดแตกต่างได้แต่ไม่แตกแยก ยังคงเป็นคำที่ใช้การได้อยู่เสมอ แต่เมื่อไม่กี่วันนี้รู้สึกเริ่มไม่สบายใจครับ โดยทั่วไปคุยกับเพื่อนพี่น้องสีแดง ถ้าเริ่มเข้าถึงข้อมูลลึกๆ จะได้รับคำตอบว่า ไม่รู้ ไม่ใช่ ไม่คุยแล้ว เป็นเรื่องปกติ ไม่เป็นไร แต่คราวนี้ไม่เป็นแบบเดิม

พี่คนหนึ่งเริ่มเล่าถึงการทำงานของปชป. ว่า มีการโกงกันน่าดู การถมทรายที่สุวรรณภูมิก็กินค่าทรายกันมหาศาล รถไฟฟ้าก็เอามาเป็นผลงานของตัวเองทั้งๆ ที่คนคิดเป็นของ พท. ตบท้ายด้วยการสลายการชุมนุม การฆ่าประชาชน ผมจึงบอกว่าเรื่องของนโยบายและการทำงานผมไม่ค้านครับ ผมเห็นด้วยว่า ทุกพรรคมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่เว้นแต่ ปชป. เอง ผมเองก็ยังเห็นว่านโยบายบางอย่างยังสู้ พท. ไม่ได้ แต่ผมก็ทิ้งท้ายไว้ว่าผมไม่เห็นด้วยกับ พท. สองประการด้วยกัน คือ หนึ่ง ผู้นำรวมถึงสส. ต้องโทษอาญาและมีปัญหาด้านกฎหมายอยู่ ส่วนที่สอง คือเรื่องของการล้มเจ้า ผมจึงถามกลับไปครับว่ามีความคิดเห็นอย่างไร คำตอบที่ได้คือ เค้าก็ผิดอยู่แต่ก็แค่เรื่องที่ดินให้ครอบครัว แล้วก็เรื่องเงินเรื่องทองของเค้า ไม่เห็นเป็นไร ส่วนเรื่องล้มเจ้าไม่เชื่อ ผมจึงบอกว่าหลักฐานมันเยอะนะ ทั้งสิ่งพิมพ์ที่ทำ วิธีการปฏิบัติตัว รวมถึงคำพูดที่ออกมาจากปาก เขาตอบกลับมาว่า ตัดต่อทั้งนั้น ใส่ความกันทั้งนั้น เมื่อได้รับคำตอบผมจึงจบการสนทนาครับ

คิดไปคิดมาทำให้เห็นภาพว่าเดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่เห็นเรื่องการโกงการทำผิดกฎหมายเป็นเรื่องธรรมดาไปซะแล้ว ถ้าการทำผิดนั้นๆ ทำให้พวกเค้าได้รับประโยชน์ ผมอาจไม่ได้ลำบากในการดำรงชีวิตมากๆ เหมือนหลายๆ คน จึงไม่เข้าใจความรู้สึก แต่หลายคนที่ได้พูดคุยด้วยแค่บอกว่าพรรคเสื้อแดงทำให้ถนนบ้านเค้าดีขึ้น (ทั้งๆ ที่มันก็ดีกว่าที่อื่นอยู่แล้ว มีคนลำบากกว่าคุณอีกไม่รู้เท่าไหร่) ผู้นำเค้าจะมีความผิดบ้างก็ไม่เป็นไร

รู้สึกหดหู่ครับ เราเห็นแก่ตัวกันเกินไปรึเปล่า ผมยังยืนยันกับเขาเหมือนเดิมครับว่า ผู้นำรวมถึงสส. ต้องโทษอาญาและมีปัญหาด้านกฎหมายอยู่ เป็นเรื่องสำคัญ กฎหมายมีอำนาจสูงสุดและสำคัญกับการปกครองให้อยู่ร่วมกัน ผู้นำของพวกคุณยังหนีและไม่เคารพ แล้วพวกคุณที่เป็นรากหญ้าจะมีความสำคัญกับพวกเขาตรงไหน เป็นประชาชนที่สำคัญหรือแค่เครื่องมือสร้างอำนาจ ลองคิดดูให้ดี ผมเป็นคนหนึ่งล่ะที่ไม่ยื่นอำนาจของประชาชนเพื่อให้ใครเอาไปใช้ต่อลองกับกฎหมาย

เรื่องของการล้มเจ้าผมขอกล่าวถึงสั้นๆ เพราะต้องระวังในหลายอย่างครับ อย่างแรกเลยผมเชื่อตามเหตุผล หลักฐานและความคิดส่วนตัวว่า มีความคิดเรื่องการล้มเจ้าจริง ถ้าใครไม่เชื่อลองเปิดใจตัวเองตามหาเหตุและดูผลที่แสดงตามสื่อต่างๆ หรือไม่ก็ข้ามในส่วนนี้ไปเลยไม่ต้องอ่านต่อครับ

เชื่อว่าหลายคนมีคำตอบของการรักและเคารพต่อสถาบันกษัตริย์อยู่ในใจ ผมเป็นประชาชนทั่วไปครับ ยังไม่เคยได้เข้าเฝ้า หรือมีโอกาสไปร่วมพิธีสำคัญต่างๆ ที่บ้านมีรูปในหลวงตั้งแต่เกิด หลายคนบอกว่าผมถูกมอมเมา ถูกให้ฟังเพลงชาติเช้าเย็น ต้องการล้มเจ้าเพื่อให้ประเทศเจริญ ตามยุคสมัยที่ก้าวกระโดด ความคิดความอ่านบางอย่างมันตกยุคไปแล้ว

ยิ่งเห็นคนต้องการล้มเจ้าเท่าไหร่ กลับทำให้ผมรู้สึกรักมากขึ้นเท่านั้น ผมเชื่อว่าการก้าวกระโดดตามเทคโนโลยีต้องดูคนและประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ดูผลกำไรและสร้างอำนาจของตัวเอง ผมเชื่อว่าประเทศไทยไม่ต้องรีบร้อนรวยครับ ค่อยๆ ก้าวอย่างมั่นใจดีกว่า ผมไม่เข้าใจว่าหลายคนที่บ้านมีรูปในหลวง แต่กลับไปโบกธงทรงพระเจริญให้ผู้อื่น ไปโห่ร้องยินดีเมื่อมีผู้นำที่ต้องการล้มเจ้า คนเหล่านี้เป็นคนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เข้าใจตัวเอง อยากให้ลองหยุดคิด และดูว่าตัวเองทำอะไรอยู่

สถาบันกษัตริย์ทำให้เรามีประเทศไทย ประเทศที่สมบูรณ์ในหลายๆ ด้าน ทำให้เราเป็นคนไทย มีบุญคุณกับครอบครัวพวกเรามาตั้งแต่บรรพบุรุษ เราไม่ใช่เพียงอาศัยอยู่บนประเทศนี้อย่างสุขสบาย แต่เรากำลังใช้ทรัพยากรที่มีเพื่อความสุขส่วนตัว เรายังไม่เคยคิดจะตอบแทนประเทศแล้ว ยังกลับคิดจะทำร้ายสถาบันกษัตริย์อีก มันถูกต้องรึเปล่า แล้วผู้นำที่ต้องการล้มเจ้ามีความดีกับพวกคุณมากหรือน้อยเพียงไร ต้องถามตัวเองดู ส่วนผมคิดว่าต่อให้เป็นรุ่นลูก รุ่นหลาน ของผม ผมก็ยังคิดภาพไม่ออกว่าจะทำความดีอะไรเพื่อทดแทนบุญคุณได้หมด ผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับผู้ที่มีแนวคิดล้มเจ้านี้ครับ

ถึงเวลานี้ถ้าใครถามว่าจะเลือกใคร ผมก็ตอบอยู่เสมอครับว่า ผมไม่เลือกพรรคที่ติดปัญหาสองข้อที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาสำหรับผม ถึงแม้ว่าจะมีคนเก่งอยู่บ้างก็ตาม เสียดายครับ และถ้าจะเลือกพรรคย่อยที่น่าสนใจก็คงต้องดูว่าเป็นพรรคย่อยจริงหรือเป็นพรรคย่อยเพื่อพรรคใหญ่ จะเลือกกลุ่มคนที่เข้าไปทำงาน ถึงแม้ว่านโยบายบางอย่างอาจยังไม่ดีนัก ผมเชื่อว่ายังมีหนทางเข้าไปแก้ไขให้มันดีขึ้น ซึ่งง่ายกว่าการเข้าไปเปลี่ยนบุคคลที่ขนาดกฎหมายยังไม่มีความสำคัญกับพวกเขาครับ

วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

I & Me

ได้ความรู้จากครูมาหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ และชอบมากครับ

เป็นเรื่องระหว่าง I & Me

I คือ ฉัน Me คือ ฉัน ใครที่เก่งหรือมีความชำนาญเรื่องภาษาอังกฤษคงเข้าใจนะครับ

ว่ามันต่างกันอย่างไร และรู้ว่าเวลาไหนควรใช้ I หรือ Me

แต่เรื่องที่ผมจะขอนำมากล่าวคือ ไอ้คำว่า “ฉัน” ซึ่งเป็นคำแปลทั้งสองคำมันต่างกันยังไง

เขาว่ากันว่า I คือตัวตนของเราที่ประกอบขึ้นมาด้วย ความคิด,ความเชื่อ+ทัศนคติ+ค่านิยม

แต่หลังจากที่ I ก้าวออกจากประตูบ้าน ไปเจอกับกระจกสะท้อนสังคม

I จะกลับมาที่บ้านและเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ให้กับตนเอง

และเดินออกจากบ้านไปใหม่ พร้อมกับเปลี่ยนความเป็น I กลายเป็น Me

และเชื่อมั่น ภูมิใจกับความเป็น Me

ถ้าใครไม่เข้าใจ ให้คิดภาพตามง่ายๆ ดังนี้

นาย ก แต่งตัวเดินออกจากบ้าน ไปเจอ นาย ข, ค, ง หรือนาง จ

ได้รับคำติโน่นนี้นั่น ไอ้นั้นไม่ดี ไอ้นี่ไม่เอา

ครั้งต่อไปนาย ก จะเปลี่ยนความคิด,ความเชื่อ+ทัศนคติ+ค่านิยม จากเดิม

ให้กลายเป็น ความคิด,ความเชื่อ+ทัศนคติ+ค่านิยม ใหม่ที่นาย ข, ค, ง หรือนาง จ

ยอมรับ

I ก = Me ก

กระจกสะท้อนจากสังคมสามารถทำให้ผู้คนที่อ่อนแอกับความคิดตัวเอง

สามารถเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่งได้ และเชื่อว่านี่แหละคือตัวเรา

น่ากลัวนะครับ สำหรับคนหลายๆ คนที่เปลี่ยนไปแบบไม่ทันรู้ตัว

หลายคนกลัวที่จะใส่รองเท้าแตะ ขาสั้นไปเดินห้าง หรือขึ้นเครื่องบิน

หลายคนต้องยืมเงินคนอื่นไปซื้อโทรศัพท์บางยี่ห้อเพื่อมีให้เหมือนเพื่อน

หลายคนเวลาซื้อรถสิ่งที่คำนึงถึงอย่างแรกกลับเป็นสายตาที่คนอื่นมองรถเราแทนที่จะเป็นลักษณะของรถที่จะตอบสนองชีวิตเรา

หลายคนไว้ผมยาวใส่ผ้าใบเพราะอยากให้คนดูว่าเราเป็นคนแบบเซอร์ๆ แต่ชีวิตไม่ได้ใกล้เคียง

ผมเชื่อว่าใครก็สามารถเปลี่ยนจาก I เป็น Me ได้ครับ

แต่ขออย่างเดียว คุณต้องมีเหตุผลเป็นของตัวเอง

และอย่าเดินไปในสังคมเพื่อให้ตัวเองดูดีแค่ในกระจกนะครับ

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

รับปริญญา+ถ่ายภาพ

มีโอกาสไปแสดงความยินดีกับเพื่อนๆ ที่ได้รับปริญญามา บางงานก็ไปร่วมยินดี บางงานก็ไปช่วยถ่ายภาพบ้าง จึงมีเวลานั่งดูบรรยากาศของงานรับปริญญาค่อนข้างบ่อย ก่อนถึงวันงานหลายๆ คนมักวุ่นวายใจกับการหาช่างภาพไปถ่ายให้ เพราะอยากได้ภาพที่สวยๆ ถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต บางคนรู้สึกเฉยๆ ให้พี่ให้น้องถ่ายให้ก็ได้ เพราะรับมาตั้งแต่ ป.ตรี ป.โท จน ป.เอก ไม่ว่าจะใช้เหตุผลอันไหนถือว่าไม่ถูกไม่ผิดครับ บางคนถ่ายเป็นพันๆ รูป บางคนใช้มือถือถ่ายเองกับคนที่อยากถ่ายสิบยี่สิบรูปก็พอใจแล้ว ผมนั่งมองไปมองมารอเวลาเพื่อนออกมาจากพิธี อดขำไม่ได้ว่าตอนตัวเองรับงานถ่ายรูปปริญญาชิ้นแรกผลงานออกมาเป็นอย่างไร จนมาถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับงานเป็นจริงเป็นจัง เพราะยังไม่เก่งสักที แต่ผมว่าการถ่ายรูปงานต่างๆ มันให้อะไรกับเราเยอะมาก ยิ่งถ้าเราเป็นแค่หน้าใหม่ที่กำลังอยากเป็นมืออาชีพ การได้ฝึกฝีมือ ได้เห็นการทำงานของคนที่เก่งๆ ได้นั่งคุยกับช่างภาพคนอื่น ยิ่งถ้ารูปที่เราถ่ายนั้นมีสวยถูกใจลูกค้าบ้างก็ใจชื่นขึ้นมามากโขแล้ว

ตรงนี้ผมว่าโอกาสเป็นเรื่องสำคัญ

สมมติถ้าคุณอยากได้ภาพสวยๆ เพราะมันเป็นส่วนสำคัญในชีวิตและสร้างความสุข การจ้างช่างภาพระดับกลางถึงมืออาชีพ 4,000-10,000 บาท คงไม่ใช่ปัญหา

แต่ถ้าใครที่ไม่ได้แคร์กับรูปอะไรมากมาย ซึ่งอาจมีเหตุผลอะไรก็แล้วแต่

ลองคิดดูครับ 4,000 บาทนี้ สามารถสร้างโอกาสให้มือใหม่ๆ ได้ถึง 3-4 คนเชียว

อย่างตัวผมเองชอบถ่ายคนอื่น แต่ไม่ชอบให้คนอื่นถ่ายเรา เพราะรู้สึกเรามันไม่ขึ้นกล้องและก็ทำท่าอยู่ไม่เกิน 2-3 ท่าอีกต่างหาก

เลยตั้งใจไว้ว่า ถ้าได้รับปริญญาอีกครั้ง และพอมีสตางค์เหลือ จะเอาโอกาสตรงนี้ยื่นให้คนที่ต้องการฝึกและหาเวทีครั้งแรกของเขาอยู่

ผมอาจเดินเป็นดาราเลยก็ได้เพราะมีช่างภาพตามเป็นพรวน

รูปจะมีสวยหรือไม่สวยไม่รู้ เอาให้ดูออก ว่าเป็นงานอะไร มีใครมาบ้าง เดี๋ยวมาตกแต่งนิดหน่อยและอัดซักหนึ่งอัลบั้มติดบ้านไว้ก็พอ ที่เหลือคงเป็นข้อมูลเก็บในคอมหรือดีวีดี

ภาพที่เรามีคงเก่าขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลา และเทคโนโลยีที่เดินไปข้างหน้า

แต่ก็คงเอามาดูได้และประทับใจไม่มีเบื่อ

ส่วนที่เติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับวันเวลา อาจเป็นตากล้องที่ถ่ายไม่ได้เรื่องในวันนั้นก็ได้ :P

 

 

Changmai-Pai2008_100_resize   young-photographer

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Predators สยองสุด ๆ

ถ้ากลับบ้านเร็วเมื่อไหร่ ผมจะแวะดูหนังซักเรื่อง เพื่อความบันเทิงครับ

บังเอิญโชคดีอยู่บ่อย ๆ ที่จะได้บัตรส่วนลดมาประจำ ดูทีไรเสีย 20 บาท คุ้มดี

เดี๋ยวนี้ดูคนเดียวประจำครับ เพราะไม่มีใครว่างมาดูด้วย 555

การดูคนเดียวบางทีผมว่ามันก็ได้ประโยชน์ดี มันมีสมาธิ

ยิ่งผมชอบดูวิธีการเล่าเรื่องของหนัง วิธีการถ่าย และมุมกล้อง ทำให้มีเวลาเก็บรายละเอียดได้เยอะมาก

ล่าสุดเลือกดูเรื่อง Predators เพราะเวลาเหมาะเจาะพอดี ไม่ต้องรอ

ดูไปก็เก็บรายละเอียดไป Predators จะออกมาตอนนาทีที่เท่าไหร่

จะมีปมปัญหาแรกมาตอนไหน แก้ได้แล้ว ปมต่อมาเว้นระยะอีกเท่าไหร่

ผมว่ามันจะสนุกนะครับ ถ้าดูแล้ว ยังได้ความรู้ติดกลับบ้านไปด้วย

แต่ในที่สุด ก็เจอปมปัญหาสำคัญที่สุดจนได้

ไม่ได้อยู่ในหนังหรอกครับ มันเกิดขึ้นข้าง ๆ ผม

ความรู้สึกของคนนั่งคนเดียวจะสัมผัสได้ว่ารอบตัวจะมีคนนั่งเป็นคู่ ๆ เสมอ

ข้างซ้ายมือผมเป็นผู้หญิงครับ ถัดไปเป็นแฟนเค้าครับ (ผมเดาเอาเอง)

น้องผู้หญิงจะมีโทรศัพท์เข้าตลอด ตอนแรกก็เข้าใจครับ ใคร ๆ ก็มีธุระกันได้

แถมเค้าก็ไม่เปิดเสียงให้ดังรบกวน

แต่นาน ๆ เข้าทีนี่เค้ากดโทรศัพท์ตลอดครับ มีหยุดบ้างเป็นช่วง ๆ ช่วงละประมาณ 3 วินาที่

ผมชักเซ็งครับ เพราะแสงจากโทรศัพท์มันสว่างและเจิดจ้าพอสมควร

คิดดูนะครับ คนกำลังอิน ๆ กับหนัง ในโรงกำลังมืด ๆ Predators กำลังจะโผล่

แม่ง สว่างมาเลย เข้าตาเน้น ๆ เซ้งครับ

เลยชำเรืองดูครับว่าทำอะไรกันนัก

ไม่น่าเชื่อครับ คุณผู้หญิงเค้ากำลังนั่งกดส่งข้อความคุยกับเพื่อนผ่านโทรศัพท์

ผมไม่มีอะไรกับโทรศัพท์ประเภทที่กำลังระบาดนี้นะครับ ถึงใครอยากจะมีมัน จนเป็นหนี้เป็นสินก็ตามเถอะ เพราะผู้ที่ใช้ตามจุดประสงค์และมีประโยชน์จริง ๆ ก็มีเยอะ

ผมเดาว่าผู้ชายเค้าคงอยากดู ผู้หญิงคงเฉย ๆ มั่ง เลยกดเล่นตลอด

ผิดหวังมากครับ ขอโทษด้วยนะเจ้า Predators แสงโทรศัพท์มันสว่างมาก เลยไม่ทันเห็นนาย

กลับบ้านผมคิดไตร่ตรองอยู่นานครับ เรื่องโทรศัพท์

และแล้ววันต่อมาผมก็ไปซื้อมาติดตัวไว้บ้างครับ ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก

ผมจะใช้มันเขียนใส่กระดาษ แล้วพับส่งข้อความไปให้บ้าง เพราะพวกนี้ไม่ชอบคุยแบบซึ่งหน้าครับ

ไม่ต้องงงนะครับ เพราะผมซื้อรุ่น 2B มา.........

Predators   BB9000   design_method_equipment2_pincel_2b

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Vuvuzela & jabulani

 

ช่วงนี้ผมนอนตอนตีสามครึ่งประจำเลย เพราะต้องรอดูการถ่ายทอดฟุตบอลโลก

ง่วงนะครับ แต่ก็พลาดไม่ได้ เป็นมหกรรมแบบสี่ปีมีครั้ง คนรักบอลย่อมเข้าใจกันดี

ในฐานะคอบอลขอพูดถึงซักสองเรื่องครับ

หนึ่งเลย vuvuzela ที่คนในสนามเป่าเชียร์กันสนั่นคล้ายเสียงต่อแตกรังน่ะครับ

หลายท่านคงคิดเหมือนกันว่า มันดังและต่อเนื่องกันเกินไป ผมก็ว่าตามนั้นเลย

ได้ข่าวหลายๆ ทีมกำลังขอเจ้าภาพให้ลดเสียงของแตร vuvuzela ลงมาบ้างเพราะสั่งอะไรกันไม่ได้เลย

ในฐานะคนดูจากหน้าจอทีวี ผมรู้สึกว่ามีเป็นสีสันดีอยู่แล้วครับ แต่ไม่ต้องตลอดเวลา

เว้นที่ไว้สำหรับเสียงตะโกนของกองเชียร์บ้าง เสียงผู้เล่นบ้าง

มันเป็นอรรถรสของการแข่งดีครับ

ส่วนเรื่องที่สอง ผมสงสัยประจำเลยครับว่า ทุกครั้งที่มีการแข่งขันรายการใหญ่

ต้องผลิตลูกฟุตบอลออกมาใหม่ตลอด ปีนี้ก็มีเจ้า jabulani-adidas-2010

ไอ้ผลิตน่ะผมเข้าใจแต่ที่ไม่ชอบคือ

แม่งมีปัญหาตลอด ยิ่งทันสมัยยิ่งสร้างปัญหาเสมอ

บอลเบาขึ้น กลมขึ้น อะไรก็ดีขึ้นต่างๆ นานา ตามคำโฆษณา

แต่ผมว่ามันทำให้เกมฟุตบอลมันเล่นยากและไม่สวยงามน่าชมเลย

นักเตะบังคับบอลยากขึ้น วางบอลไม่แม่น ผู้รักษาประตูก็เสียสุนัขมาหลายรายแล้ว

ผมว่าใช้ลูกเก่าๆ แบบเดิมๆ ก็ได้ ถ้าอยากจะเปลี่ยนลวดลายเพื่อขายทำธุรกิจก็ไม่ว่ากัน

บางทีอะไรใหม่ๆ ก็ไม่เหมาะกับอะไรเก่าๆ ก็ได้นะครับ

fs_2010-05-17T080052Z_01_SSIB004_RTRIDSP_2_SOCCER-WORLD     jabulani-adidas-2010

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ช้าง

เคยไปกินข้าวตามร้านอาหาร หรือซื้อของอยู่แล้วมีช้างมาขออาหารไหมครับ

เห็นทีไรก็อดสงสารไม่ได้

เพราะทุกครั้งที่เห็น ความรู้สึกมันจะบอกว่า ช้างมันไม่อยากทำหรอก

คนต่างหากที่เอาช้างมาเป็นเครื่องมือแสวงหาอาชีพ

แต่บางคนก็บอกว่า ช้างมันอยู่ที่บ้านเกิดไม่ได้แล้ว มันจะอดตาย

มาเดินทำงานแบบนี้ดีกว่า

หลายคนซื้ออาหารให้ แล้วมีความสุขที่ได้สัมผัสมัน

หลายคนบ่นงึมงำว่า “ทำไมมึงมีอาหารอยู่ในมือแล้วไม่ให้เองว่ะ”

หลายคนบอกว่า “เอานะ เหมือนทำบุญน่ะแหละ ไม่ต้องคิดมาก”

ผมไม่เคยซื้อให้ครับ ผมสงสารมัน ตามันเศร้า

ไม่ชอบเห็นเวลาคนให้อาหารแล้ว คนคุมช้างก็บังคับให้มันคุกเข่าหรือขอบคุณแบบไหนก็ตาม

ผมว่าทุกคนหรือทุกตัว ชอบและมีความสุขเสมอ ที่บ้านของตัวเอง

ถ้าอยู่มาวันนึงไม่มีใครซื้ออาหารให้อีกแล้ว

ควานกับช้าง ใครจะได้กลับบ้านก่อนกัน ถ้าเป็นช้างก็คงดี

 

kdk_0319

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

มันเรียกว่า????

มันใช้แทนกระจกได้....

ทับกระดาษได้เวลาเบื่อมันแล้ว..

มันทำให้หลายๆ คน กัดฟันต้องเป็นหนี้เพื่อมีมัน..

มันทำให้โทรศัพท์บ้านกับตู้สาธารณะตกยุค..

มันส่งเมล์ได้...

มันเล่นเนตได้..

มันถ่ายรูปได้..

มันเป็นเครื่องประดับ ทำให้หลายคนมั่นใจ..

มันเท่ห์...

มันถ่ายคลิปได้..

ฟังเพลง ฟังmp3 ...

มันส่งข้อความถึงกันได้..

มันทำให้หลายๆ คนอยู่คนเดียวก้มหน้าก้มตากดได้ทั้งวัน..

มันราคาตกทุกวัน..

แต่มีคนเปลี่ยนมันทุกเดือน..

มันเป็นเทคโนโลยีที่ตกยุคของต่างชาติ....

มันกินเงินเดือนไปเกือบครึ่งของบางคน..

มันเป็นแฟชั่นฟุ่มเฟื้อย ถ้าลืมนึกถึงประโยชน์ที่ต้องใช้มัน..

มันแพงนะ ถ้าใช้ความสามารถมันแค่หนึ่งในสี่..

มันเกือบเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว..

ดูเวลาก็ได้..

ไฟฉายก็มี..

นาฬิกาปลุกยังได้..

มันเป็นปฎิทิน...

มันเป็นสมุดจดจำจนสมองเราไม่ต้องจำอะไรมาก..

มันเป็นแผนที่..

มันเป็นที่จุดฉนวนระเบิด..

มันเป็น...มันเป็น ฯลฯ ฯฯฯ

มันชื่อโทรศัพท์มือถือ

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ร้อนฉิบหาย

 

มีคนเคยบอกว่าถ้าโลกร้อนขึ้นอีก 6 องศา มนุษย์จะไม่สามารถทนอาศัยอยู่ได้

ตอนแรกก็ฟังไว้เฉยๆ ครับ คิดอยู่ว่า มันคงไม่เป็นแบบนั้นได้หรอก ถึงเป็นก็คงอีกหลายช่วงคนมั่ง

ตอนนี้ชักกลัวแล้วครับ....

ตอนเช้า 8 – 9 โมง ผมว่าเราเริ่มอยู่กลางแดดไม่ได้แล้ว มันร้อนแบบแสบๆ ผิวบอกไม่ถูก ช่วงกลางวันแดดจัดๆ ไม่ต้องพูดถึงครับ จะบ้าตาย ผมไม่ได้เป็นคนขี้ร้อนชอบนอนแอร์เท่าไหร่ ตอนนี้รู้สึกตัวเองผิวโคตรบางเลย เมื่อสมัยเรียนมัธยมยังจำได้เลยครับว่า ต้องตื่นไปซ้อมฟุตบอลตั้งแต่เช้าจนถึง 8 โมงกว่าๆ ถึงเข้าเรียน ตอนเที่ยงซ้อมต่ออีกรอบ ตอนนั้นอากาศดีมาก แดดส่องแบบรู้สึกสบายครับ ตอนนี้เชื่อไหมครับว่าหลายๆ คนบอกว่ายืนกลางแดดนานๆ ไม่ได้ทนไม่ไหวจะเป็นลม เคยได้ยินข่าวแว่วๆ มาว่าเริ่มมีวัวควายตายเพราะแดดและความร้อนกันแล้ว น่ากลัวนะครับไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย

เคยคิดกันไหมครับว่าต่อไปจะเป็นอย่างไรถ้าอากาศมันร้อนจนผิวเราทนไม่ไหว จะเป็นอย่างไรหากเราต้องอยู่ในที่ร่มตลอดเวลา ถึงเวลาที่ต้องช่วยๆ กันบ้างแล้วล่ะครับ

ถ้าหากคิดแต่ว่าร้อนมากๆ ก็ติดแอร์ ทุกคนทุกบ้านก็ทำเหมือนกันหมด เราสบายครับ แต่โลกจะร้อนและมีมลพิษเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ไม่รู้

ตอนนี้ลองออกไปยืนกลางแดดดูนะครับ แล้วจะรู้เลยว่าสิ่งที่ช่วยเราได้มากที่สุด ต้นไม้ครับ มีการรณรงค์กันมายาวนานแล้วสำหรับเรื่องของการปลูกต้นไม้ ตอนนี้คงต้องจริงจังกันซะทีล่ะครับ ใครมีแผนอะไรยังไงต้องงัดกันออกมาโชว์กันแล้ว ไม่ใช่จะมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตากันแข่งขายแอร์ พัดลม ยาทากันแดด ผมว่าถ้าให้ดีต้องให้ผู้บริโภครับต้นไม่ไปปลูก 10 ต้นต่อการซื้อแอร์เครื่องหนึ่งดีไหมครับ หรืออะไรก็ได้ให้มันมีการแลกเปลี่ยนแบบบังคับกันก็ได้ ไม่งั้นไม่ทันการครับผมว่า

มีวิธีหนึ่งของโรงแรมประเทศไหนก็ไม่รู้ครับจำไม่ได้แล้ว ไอเดียแจ่มมาก คนไปเปิดห้องนอนจะมีวิธีที่ทำให้ได้บัตรรับประทานอาหารในโรงแรมฟรีจำนวนกี่บาทก็ว่าไป โดยการแลกกับที่แขกต้องไปปั่นจักรยานออกกำลังกายที่สามารถผลิตไฟฟ้าไปในตัว สุดๆ ครับ โรงแรมมีแขกแถมปั่นไฟฟ้าด้วยพลังงานคนแลกกับอาหารนิดหน่อย คนไปพักได้ออกกำลังกายไปในตัวแถมกินข้าวฟรีอีก

....วินวินทั้งคู่ครับ....

 

GlobalWarming_resize tree_resize

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

:P

กลับมาอีกครั้งแล้วครับ หลังหายตัวไปเกือบ 2 เดือนเห็นจะได้ ไปปฏิบัติภารกิจเพื่อตัวเองมาครับ เลยไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย

ตอนแรกว่าจะเขียนถึงเรื่องสงกรานต์ แต่คิดไปคิดมาไม่เอาดีกว่า เบื่อ

เวลานี้ต้องขอพูดถึงฟุตบอลลีกของประเทศเราหน่อย ไม่กี่วันที่ผ่านมามีโอกาสดีได้ไปดูการแข่งขันสดๆ ในสนามครับ ซึ่งใครที่ติดตามจะรู้ว่า คึกคักและสนุกมาก ผมเป็นคนที่เล่นบอลมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้รู้สึกว่า มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ใครไปทำอะไรเข้า การแข่งขันบอลของบ้านเรามันถึงได้พัฒนาขนาดนี้ไปได้ สโมสรหลายๆ สโมสร กลายเป็นตัวอย่างของการปฏิบัติแบบมืออาชีพไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสนามแข่งขัน กองเชียร์ ร้านขายของที่ระลึก ซึ่งเชื่อไหมว่าแต่ละนัดขายได้เงินเป็นแสนๆ บวกกับค่าตั๋วเข้าชมอีก ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่เดี๋ยวนี้นักฟุตบอลสามารถมีอาชีพเป็นนักฟุตบอลจริงๆ สามารถเลี้ยงชีพและสร้างครอบครัวได้อย่างภูมิใจ

บรรยากาศในสนามนั้นถ้าใครมีโอกาสอยากให้ได้เข้าไปชมและเชียร์กันครับ ทีมไหน สนามไหนก็ได้ สำหรับผู้ที่ยังเลือกทีมโปรดไม่ได้ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาฟุตบอลไทยครับ

สิ่งที่น่าห่วงอย่างหนึ่งคือ คำหยาบ คำด่า ที่พูดออกมาใส่นักเตะและผู้เป็นกรรมการครับ ผมไม่ห้ามนะครับที่จะมีสิ่งพวกนี้อยู่ในสนาม เพราะมันเป็นแบบนี้ทั้งโลก ไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่ตอนนี้เรากำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว กระแสทำให้ในสนามมีทั้งผู้ที่เข้าใจในเกมฟุตบอล ผู้ที่เป็นมืออาชีพในการเชียร์ แต่อย่าลืมนะครับว่า เราจะเห็นว่ามีทั้งสุภาพสตรีซึ่งไม่มีความรู้ หรือดูบอลไม่เป็นเลยก็ว่าได้เข้ามาดู มีพ่อแม่จูงลูกเข้ามาดูเพื่อปลูกฝังการกีฬาให้เป็นความรู้และส่วนประกอบในการเติบโตเป็นเยาวชนที่ดี เพราะฉะนั้น คำพูดทุกคำ การแสดงออกทุกอย่าง มันคือครูที่สอนพวกเค้าเหล่านั้นครับ ใครพาใครมาดูช่วยอธิบายเหตุผลประกอบให้เค้าเข้าใจด้วยนะครับ

เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า “บอลไทยไปบอลโลก”

เค้าไม่ได้หมายความแค่มีนักเตะที่ดี มีโค้ชที่เก่ง แค่นั้นนะครับ

ชื่อมันก็พูดกับเราอยู่แล้ว บอลไทย มันหมายถึงทุกส่วนที่เกี่ยวข้องครับ มันหมายถึงเราด้วย

เขียนมาซะยาวหลายคนคงอยากรู้ใช่ไหมล่ะครับ ว่าเวลาผมไปดูบอล ผมจะเชียร์ยังไง จะได้มีส่วนช่วยสังคม

เสาร์-อาทิตย์ นี้ลองเข้าไปชมการแข่งดูนะครับ ไปนั่งตรงใจกลางกองเชียร์เลย แล้วคุณจะรู้ว่า คุณจะช่วยบอลไทยไปบอลโลกได้อย่างไร

kdk_0116

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

งานเทศกาล

เสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมารู้สึกแปลกๆ ครับ เพราะเป็นเทศกาลสำคัญของคนเชื้อชาติจีน และชาวฝรั่งมังค่า พร้อมๆ กัน เทศกาลที่ว่าคือ ตรุษจีน กับ วาเลนไทน์ ผมเองก็มีเชื้อจีนอยู่ครึ่งหนึ่งครับ แต่เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง จึงทำให้ไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมกับพิธีเท่าไหร่ จึงไม่สามารถรู้ถึงขั้นตอนและบรรยากาศของงาน แต่ก็ได้ซองแต๊ะเอียกับเขาเหมือนกัน ความรู้สึกเหมือนได้ถุงยังชีพจากรัฐบาลเลย 555

พอๆ กันกับวาเลนไทน์ครับ ตอนวัยรุ่นสมัยมัธยม อาจตื่นเต้นเป็นพิเศษ ขยันที่จะตื่นตั้งแต่เช้าไปปากคลองตลาด ซื้อดอกไม้ช่อใหญ่ เอามาให้สาวๆ ซึ่งสมัยนั้นก็ขำๆ ครับ รักในวัยเรียน โตขึ้นมาก็รู้สึกเฉยๆ ไปเองครับ (หรือเพราะไม่มีสาวๆ เหมือนก่อนก็ไม่รู้ 555)

ได้คุยกับเพื่อนบางคนครับ มันบอกว่าเซ็งวันนี้สุดๆ ตื่นขึ้นมาก็ไม่เจอใครเลย ทุกคนออกไปข้างนอกกันหมด คงไปกับแฟน ผมก็บอกว่า อ้าว !! มึงก็ออกไปเดินเล่น ซื้อของ ดูหนัง เหมือนตามปกติที่มึงทำสิ ไม่เห็นแปลก มันบอก ไม่อยากออก ทุกวันเดินคนเดียวได้ไม่เป็นไร แต่ถ้าวาเลนไทน์มันเขินบอกไม่ถูก

คนเราก็แปลกนะครับ สามร้อยกว่าวันในหนึ่งปี อยู่คนเดียวได้มาตลอด แต่กลับทำไม่ได้ในวันหนึ่ง ทำอย่างที่เคยทำไม่ได้ ไม่รู้เกิดมาจากความรู้สึกของตัวเองที่มองคนอื่นๆ หรือจากความรู้สึกของคนอื่นที่ตัวเองคิดว่าจะมองกลับมากันแน่

เคยคุยเล่นๆ กับเพื่อนที่เที่ยวกันบ่อยๆ ครับว่า ถ้ามีบ้านพักสวยๆ ต่างจังหวัด บรรยากาศดีๆ จะจัดโปรโมชั่นรับเฉพาะคนโสดมาเที่ยวกันวันวาเลนไทน์ครับ จะจัดทุกอย่างให้มันโคตรเศร้า ซ้ำเติมความรู้สึกแบบสุดๆ ไปเลยครับ

เพลงเศร้าที่ฟังแล้วน้ำตาไหล จับกลุ่มคุยเรื่องความรักที่ผ่านมาเหมือนในหนังที่ชอบมีกลุ่มสารภาพให้คนแปลกหน้าฟังเพื่อให้ผ่านเรื่องต่างๆ ไปให้ได้ มีวอดก้าให้ดื่มแบบเต็มที่กินแล้วปาแก้วทิ้งให้สบายใจ

ทำทุกอย่างที่อยากทำ ทำทุกอย่างที่ยังไม่ได้ทำ

ไม่ได้อยากให้เป็นรวมพลคนเหงานะครับ แต่ไม่อยากให้เสียเวลาไปหนึ่งวันเฉยๆ แล้วรู้สึกว่าวันวาเลนไทน์มันไม่ใช่วันของเรา

บางทีผมอาจตั้งวันที่ 15 กุมภา เป็นวันสำคัญอีกหนึ่งวันก็ได้ เพราะเชื่อว่าหลายๆ คน รอสารภาพรักกับคนที่ชอบในวันที่ 14 ไม่มากก็น้อย คงไม่ทุกคนที่สมหวังหรอกครับ

14 กุมภา วันวาเลนไทน์

15 กุมภา วันบาย บาย ความรัก ดีไหม?? :P

Big_120157171505 Valentine-2009-2

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

คำสอนดีๆ กับสูตรแห่งความสำเร็จ

 

บังเอิญได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์จากทั้งในเนต และสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ แล้วชอบคำสอนของ ขงจื๊อ ที่ว่า ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน ครับ

ฟังแล้วอย่างหนึ่งก็รู้สึกว่า จะอย่างไรทุกคนก็ย่อมมีลิขิตจากฟ้าส่งมาติดตัวเราอยู่แล้ว อาจจะกำหนดโน่น นี้ นั้น ได้บ้าง แต่เราก็ไม่ควรทิ้งความพยายาม หรือจะพยายามทั้งทีก็ควรทำให้ถึงที่สุดครับ ผมเคยรู้สึกว่าลิขิตฟ้าอย่างหนึ่งก็คือพรสวรรค์ที่ทุกคนย่อมมีติดตัวซักหนึ่งอย่าง เคยรู้สึกว่าทำยังไงมานะยังไงก็สู้คนที่มีพรสรรค์สิ่งนั้นติดตัวอยู่ไม่ได้

ผมชอบศิลปะครับจึงเลือกเรียนทางสายนี้มาทั้งๆ ที่วาดรูปไม่ได้เรื่องเลย เคยต้องวาดภาพคนเหมือนครับ ศึกษาโครงสร้างกระดูก หัดแล้วหัดเล่า ก็ได้แต่เกรดดีด๊อกตัวโคตรใหญ่จากอาจารย์กลับมาอยู่เสมอไป

ใช้ความพยายามบวกกับความชอบครับ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ส่งงานไป กลับคืนมาเป็นเกรดซีครับ มีคำชมง่ายๆ สั้นๆ ว่า “ใช้ได้ ดีขึ้น”

โคตรปลื้มครับ ยังกะได้เกียรตินิยมเลย

ลิขิตฟ้าไม่ได้เป็นคนเขียนกลับมาครับ แต่เป็นอาจารย์เรานี่แหละที่เห็นความมานะ เพราะฉะนั้นก็แสดงว่ามีบางอย่างที่ลิขิตฟ้าก็ให้เราไม่ได้เหมือนกัน จงทำมันเถิด ถ้ามันเป็นสิ่งที่ดี

พอเห็นคำสอนนี้ ทำให้นึกถึงบทความที่เคยเห็นแล้วชอบจึงเก็บไว้เพื่อเป็นคำสอนตัวเองอยู่เสมอครับ มันเป็นสูตรแห่งความสำเร็จ (ไม่รู้ว่าใครคิดขึ้น ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ)

สูตรสู่ความสำเร็จ
ถ้า A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z มีค่าเท่ากับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 2324 25 26 ตามลำดับ

แล้วจะพบว่า......

1) H+A+R+D+W+O+R+K = 8+1+18+4+23+15+18+11= 98%

HARD WORK หรือ ทำงานหนักมีค่าเท่ากับ 98 %
2)K+N+O+W+L+E+D+G+E=11+14+15+23+12+5+4+7+5= 96%
KNOWLEDGE หรือ ความรู้ มีค่าเท่ากับ 96 %
3) L+O+V+E=12+15+22+5= 54%
LOVE หรือ ความรัก มีค่าเท่ากับ 54 %
4) L+U+C+K = 12+21+3+11= 47%
LUCK หรือ โชค มีค่าเท่ากับ 47 %

ไม่มีสิ่งใดที่มีค่า 100 % เลยหรือ !!! แล้วสิ่งใดที่มีค่าเท่ากับ100 %
- ใช่เงินหรือเปล่า ? .... .....ไม่ใช่ !!!!!
- ความเป็นผู้นำหรือเปล่า ?ไม่ใช่ !!!!!

แล้วอะไรล่ะ ?
A+T+T+I+T+U+D+E = 1+20+20+9+20+21+4+5 = 100%

ATTITUDE หรือทัศนคติ นั่นเอง ที่มีค่าเท่ากับ 100 %

เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีทัศนคติว่า ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน

เมื่อคุณทำงานหนัก+ศึกษาหาความรู้+ความรักที่ได้มาแล้วนั้น ที่เหลือก็เป็นตัวแปรนอกการควบคุมครับ เดี๋ยวคำว่า “โชค” มันจะทำงานของมันเองครับ

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แต่งงาน กับ งานแต่ง

วันเสาร์ที่ผ่านมา ไปร่วมแสดงความยินดีกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งมันแต่งงานครับ มีทั้งพิธีแบบคริสต์ที่โบสถ์ และงานเลี้ยงแบบไทยๆ ตอนหัวค่ำ

ผมว่างานแต่งเป็นแหล่งพบปะที่ดีเวลาที่อยากจะเจอกับเพื่อนๆ เพราะจะมีทั้งเพื่อนสมัยประถม มัธยม ที่ทำงาน หรือเพื่อนเที่ยวทั่วไป ถ้าไม่ติดงานด่วนอะไรมากๆ ก็จะพยายามไปแทบทุกครั้งครับ

พอเวลาอายุมากขึ้น แต่งงานกันไปหมดแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการพบปะแบบโศกเศร้า เพราะจะมีวัดเป็นแหล่งสำคัญไปแทน

นานๆ จะมีโอกาสเห็นพิธีแบบคริสต์ครับ ดูสวยงามและศักดิ์สิทธิ์ แถมอยู่ในโบสถ์อากาศเย็นๆ สบายดีครับ แต่ก็รู้สึกเขินๆ เหมือนกันเพราะทำอะไรไม่ค่อยถูก

ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งแบบไหน ผมว่าก็มีความสุขเป็นที่ตั้งเหมือนกันอยู่แล้ว ผมชอบเดินดูงานทั่วๆ ครับ ถ้ามีกล้องถ่ายภาพติดไปก็จะถ่ายรูปรายละเอียดสวยๆ เก็บไว้เสมอ

บางงานคู่รักก็จะทุ่มเททุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด จนบางครั้งก็แยกไม่ออกครับว่าอยากแต่งงาน หรืออยากจัดงานแต่ง เพราะบางทีเห็นเจ้าภาพบางงานก็เครียดกับงานมากไปจนลืมว่า วันนี้เป็นวันที่ต้องมีความสุขนะ ไม่ใช่เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลงาน ผิดพลาดอะไรนิดหน่อยหรือดอกไม้เอียงไปองศาหนึ่งก็ช่างมันเถอะครับ แขกเค้ามาร่วมแสดงความยินดี ไม่ใช่กรรมการเดอะสตาร์มาวิจารณ์

รู้ไหมครับ ผมชอบช่วงไหนมากที่สุด ในงานแต่งงาน ???

เซ็นชื่อเข้างาน ถ่ายรูป นั่งกิน ฉากหอมแก้ม ตัดเค้ก

ไม่ใช่เลยครับ....

ผมชอบตอนจะแยกย้ายกลับ แล้วเพื่อนไม่ว่าจะเป็นเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวเดินมาส่งครับ

ผมไม่รู้นะครับว่าบ่าวสาวเค้าจะมีความรู้สึกอย่างไร (เพราะยังไม่เคยแต่ง) แต่ผมว่าไอ้การที่เรากอดหรือตบไหล่เพื่อนแล้วพูดกับมันว่า

“ยินดีด้วยเว้ยมึง”

ภาพบรรยากาศตอนที่เรารู้จักหรือเคยมีเหตุการณ์ที่เราได้ร่วมใช้ชีวิตกันมา มันจะสไลด์โชว์แบบออโต้ในหัวครับ

ช่วงเวลาแห่งความสุขก็จะอยู่กับเราซักประมาณชั่วโมง หรือสองชั่วโมงครับ ต่อจากนั้นเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงเหมือนผม คือ พวกเพื่อนที่มาร่วมงานแต่ง ก็จะพาเหรดไปเที่ยวกันต่อเสมอ แล้วที่พลาดไม่ได้คือตอนชนแก้วกับประโยคแสนคลาสสิค

“ใครจะตกนรกเป็นรายต่อไปว่ะ”

.......55555 .......

 

s_023

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

ตรวจผู้ต้องสงสัย

เลิกงาน 5 โมงเย็น ถ้าไม่ติดงานด่วนผมจะวิ่งเอาเหงื่อหรือไม่ก็เล่นบอลกีฬาโปรดเป็นการออกกำลังกายเรียกเหงื่อครับ เพื่อสุขภาพที่ดีด้วย

เพราะฉะนั้นที่โต๊ะทำงานของผมจะมีเสื้อผ้าไว้เปลี่ยนและอุปกรณ์อาบน้ำติดไว้เสมอ เล่นเสร็จประมาณทุ่มนิดหน่อย ก็จะนั่งพัก อาบน้ำ และเปลี่ยนชุดนั่ง รถประจำทางกลับบ้านครับ

ผมเป็นคนร้อนง่ายหนาวง่ายครับ และถ้ารู้สึกอึดอัดเวลาร้อนๆ เหงื่อออกเหนียวตัวด้วยแล้ว ทำไรไม่ได้ครับมันหงุดหงิด ชุดที่ผมใส่นั่งรถกลับบ้านคือเสื้อยืดเก่าๆ กับกางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ นึกถึงตอนใส่ชุดอยู่บ้านน่ะครับ และจะมีเป้ใส่ชุดกีฬากับชุดทำงาน และอุปกรณ์ติดตัวต่างๆ จนตุงหนึ่งใบ

หลายคนก็ทักนะครับว่าใส่ชุดหยั่งนี้ขึ้นรถเหรอ ผมเข้าใจครับว่ามันดูสบายและอาจโทรมไปสำหรับบางคน แต่ผมว่าเมืองไทยมันเมืองร้อนครับ ควรใส่อะไรที่มันบางๆ เบาๆ และสบายตัว ถึงจะเหมาะ และอีกอย่างถ้าใครได้ใช้รถประจำทางหรือรถทัวร์บ่อยๆ จะทราบว่าบางคันมันก็แอร์เย็นบ้างไม่เย็นบ้างครับ เราต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน

ถ้าพอมีเวลาเหลือผมก็จะเดินเข้าห้างสรรพสินค้าก่อนเข้าบ้านครับ ดูหนังสือบ้าง เพลงบ้าง หนังบ้าง แวะเข้าห้องน้ำไปฉี่อย่างเดียวก็มีครับ

ก่อนเข้าห้างก็จะเจอจุดตรวจตราความเรียบร้อยครับ ช่วงที่บ้านเมืองมีเหตุวุ่นวายต่างๆ นานา จะมีการตรวจเข้มเป็นพิเศษ

เชื่อไหมครับว่าผมเดินเข้าห้างพร้อมคนหลายๆ คน ผมเจอหยุดตรวจอยู่คนเดียวครับ ทีแรกก็ไม่สนใจ แต่พอโดนตรวจสามวันติดเริ่มเซ็งครับ โอเค หน้าผมอาจไม่ยิ้มแย้มแจ่มใส หรือผมของผมอาจยาวรุงรัง แต่น่าจะสุ่มตรวจหลายๆ คนนะครับ แถมบางทีให้ผมเปิดเป้ให้ดู รื้อไปรื้อมาอยู่นั้น บางวันผมเลยแกล้งเอาชุดบอลเหงื่อชุ่มๆ กับกางเกงในไว้ข้างบนซะเลย

เท่าที่ผมสังเกต ตั้งสมมติฐาน และทำการทดลอง ตามตัวแปรต่างๆ แล้ว สรุปได้ว่า ที่เค้าตรวจผมเพราะชุดที่ผมใส่ครับ มันเป็นเหมือนชุดอยู่บ้าน ไม่หล่อ สุภาพ เรียบร้อย เหมือนที่คนอื่นส่วนมากใส่กัน เลยต้องกลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในการโดนตรวจค้นครับ

เคยเสียเวลาทดลองครับ วันหนึ่งเดินเข้าห้างแล้วก็โดนตรวจตามเคย พอตรวจเสร็จผมเดินเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเป็นชุดทำงานเต็มยศ เอาเป้ไปฝากเคาเตอร์ชั้นล่าง เดินออกนอกห้าง วนไปขึ้นบันไดเข้าห้างอีกทีครับ จุดเดิม ที่เดิม คนตรวจเดิม ตัวผมคนเดิม แต่เปลี่ยนชุดหล่อครับ

ผ่านฉลุย ชิวชิว

ผมไม่เคยโทษเจ้าหน้าที่น่ะครับ เพราะเพื่อนผมก็บอกว่าถ้าเป็นมัน มันก็ตรวจผมแน่นอน

เพียงแค่รู้สึกขำเล็กๆ ครับ ผมไม่ปฎิเสธครับว่าภาพลักษณ์ข้างนอกของเรามันสำคัญ แต่ต้องดูสถานการณ์ควบคู่ด้วยก็คงดีครับ ถ้าต้องการตรวจเพื่อดูรายละเอียดต่างๆ ที่อยู่ข้างในตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวคน หรือตัวสิ่งของต่างๆ ก็ควรเข้มงวดกับสิ่งที่อยู่ข้างใน ไม่ใช่จะคอยครวจเข้มเฉพาะกับสิ่งที่เห็นภายนอกครับ

สังคมเราบางทีก็สั่งสมค่านิยมบางอย่างที่แปลกๆ ครับ จนบางทีทำให้เราลืมความหมายของหน้าที่ตัวเอง

บางทีเวลาที่ผมต้องโดนหยุดตรวจ ผมมองดูคนที่ใส่สูทผูกไทเดินผ่านไปมา ก็ทำให้ผมหายสงสัยครับว่า ทำไมบางทีเรารู้ทั้งรู้ว่ามีผู้ทำผิด อยู่ตรงไหน และที่ใดบ้าง แต่ทำไมไม่ไปตรวจหรือจับเข้าคุกกัน

อาจเป็นเพราะชุดล่องหนที่ใส่กันอยู่ก็ได้ 555

post-1390-1199937681        01_46

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

ความเชื่อ

มีอยู่วันหนึ่งติดรถน้องที่ทำงานไปทำธุระครับ นั่งรถก็คุยกันไปเรื่อยๆ ขับไปเรื่อยๆ ผมก็ค้นรถเล่นไปเรื่อยๆ เหมือนกัน

ไปเจอพวงกุญแจห้อยอยู่ที่บังแดดเหนือหัวครับ เอาลงมาดูเล่นเพราะอยากรู้ว่าทำไมเอามาไว้อยู่ตรงนี้

เป็นพวงห้อยกุญแจธรรมดาทั่วไปเนี่ยแหละครับเป็นรูปแคน (เครื่องเป่าพื้นเมืองชนิดหนึ่ง)

ถามไปถามมาน้องบอกว่าพระให้มา

ผมงงนิดหน่อยครับ ว่าทำไมพระให้พวงกุญแจแทนที่จะเป็นอะไรก็ตามแต่ที่ช่วยเสริมหรือคุ้มกันด้านจิตใจ

น้องบอกต่อไปอีกว่า พระให้มาติดตัวไว้ ช่วยเสริมดวง

ช่วยยังไงว่ะ ผมถามน้องนะครับ ไม่ได้ถามพระ อย่าตกใจ

มีติดตัวไว้ จะได้ไม่ขาดแคลน น้องตอบ

หายงงครับท่าน มีแคนติวตัวไว้ จะได้ไม่ขาดแคลน

ต้องยอมรับครับว่า ผมแอบยิ้มนิดหน่อย หัวเราะบ้างพอเป็นพิธี น้องคงรู้ครับว่าผมว่ามันดูแปลกๆ และไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ จึงรีบบอกผมว่า “ก็พกไว้ ยังไงซะก็สบายใจขึ้น จะช่วยได้หรือยังไงค่อยว่ากันอีกที”

ผมไม่ได้ลบหลู่ครับ เพราะเชื่อว่าหลายๆ ท่านก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน ความเชื่อ ความศรัทธาส่วนตัว ถือเป็นเหตุผลหนึ่งครับ ไม่ต่างจากความชอบ

ทุกครั้งที่ผมแข่งบอล ผมชอบใส่เบอร์ 10 ครับ เพื่อนๆ ที่เล่นด้วยก็รู้ใจเอาเสื้อเบอร์ 10 ไว้ให้ผมเสมอ ใส่ทีไรรู้สึกว่าตัวเองเล่นดี เทพเข้าแข้งครับ เปเล่ ซีดาน ประมาณนั้นเลย ทั้งที่จริงๆ แล้ว บางทีตอนถอดเสื้อเล่น ยังเล่นดีกว่าซะอีก

ความชอบ ความเชื่อ นี่แหละครับ ทำให้เกิดความมั่นใจ พอมีความมั่นใจก็ทำให้พร้อมที่จะทำอะไรได้อย่างเต็มที่ครับ

สมัยวัยรุ่นผมมักนอนดึกเพราะชอบบรรยากาศทำการบ้านตอนกลางคืนครับ มันไฟลนตูดดี

ดึกๆ จึงต้องออกไปหาของใส่ท้องเพิ่มพลังเสมอ มีวันหนึ่งขณะกำลังรออุ่นไส้กรอกในร้านสะดวกซื้อ เจอเพื่อนสุดหล่อที่เคาเตอร์พอดี

เห็นมันซื้อถุงยาง 2 กล่องครับ พอเดินออกนอกร้านจึงแซวว่า มึงจะไปออกรบศึกหนักหรือไปแบ่งขายว่ะ

มันบอกว่าต้องใส่สองชั้นถึงมั่นใจ จะซื้อกล่องเดียวมันก็มีแค่สามชิ้น ไม่ลงตัวรอบหน้า พูดเสร็จมันก็รีบบึ่งรถหายไปอย่างรวดเร็ว

ทำให้ผมรู้เพิ่มอีกอย่างหนึ่งว่า ความกลัวก็ทำให้เราขยันสร้างความมั่นใจขึ้นได้เหมือนกัน

นึกถึงเพื่อนคนนี้แล้ว ตอนนี้ผมคงต้องไปหาหลวงพี่คนนั้นบ้างแล้วล่ะครับ

จะได้ไม่ขาดแคลน 555

kaen spd_20091028205417_b condom

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

ยี่ห้อนั่นสำคัญไฉน???

 

ทุกเดือนที่บ้านจะต้องไปจับจ่ายซื้อของใช้กันครับ ไปทีก็หมดตัวกันไปที ล่าสุดช่วงปีใหม่ครับ พอไปถึงก็ต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่หยิบของคนละอย่างสองอย่าง

ซักพักก็มารวมตัวกันที่รถเข็น บางทีก็ต้องสองคันครับ ซื้อนึกว่าเอาไปแบ่งขายเหอะ

เหลือบไปเห็นชุดกระเช้าอวยพรครับ เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่นิยมให้อวยพรกัน แต่ดูไปดูมามันเป็นยี่ห้อที่ไม่คุ้นครับ แต่คล้ายๆ กันมาก บใบไม้เหมือนกันแต่สะกดไม่เหมือนกัน ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ แต่ก็ถามที่บ้านดูว่าทำไมเอายี่ห้อนี้

คุยไปคุยมากลับเป็นว่าหยิบมานึกว่าเป็นยี่ห้อดั่งเดิม ผลสุดท้ายเอาไปคืนที่เดิมไม่เอา แถมไม่เอายี่ห้อเดิมด้วย

งงสิครับงานนี้ เลยถามว่าแล้วทำไมไม่เอาอันดั่งเดิมไปล่ะ

“จัดไม่สวย ไม่มีแบบที่อยากได้” แม่ตอบ

แล้วทำไมไม่เอายี่ห้อใหม่ที่จัดถูกใจล่ะ ผมถามดาบสอง

“ไม่เอา ยี่ห้อไม่รู้จัก”

สุดท้ายก็จบตรงเดินไปหานมยี่ห้อดังเป็นของอวยพรญาติครับ

เลยรู้สึกว่า การจะเปลี่ยนใจผู้บริโภคนั่นช่างยากเสียจริง

ความเชื่อว่าถ้าให้ของอวยพร ต้องยี่ห้อนี้ ของเพื่อสุขภาพก็จะต้องนึกถึงแบบนี้

เปลี่ยนยากมากครับ เพราะคนซื้อตอนซื้อนั้นไม่ได้นึกถึงการบริโภคครับ

แต่นึกถึงตอนถือไปให้ซะมากกว่า

กินไม่กิน ชอบไม่ชอบ ไม่รู้ แต่มันต้องอันนี้ยี่ห้อนี้ สบายใจผู้ให้ครับ

นึกถึงเวลาซื้อ มาม่า หรือ แฟ้บ ก็ได้ครับ

คุณซื้อตรงกับชื่อมันบ้างรึเปล่า

เคยเห็นแม่ลูกคู่หนึ่งจ่ายตังค์ตอนซื้อของครับ ลูกบอกว่าให้รอเดี๋ยวจะวิ่งไปเอามาม่าไว้กินเล่น

กลับมาพร้อมไวไวแพคใหญ่ แม่ถามว่ามันคนละยี่ห้อกันนี่ลูก

ลูกบอก “อันนี้มันอร่อย”

สุดท้ายก็จ่ายตังค์ไปกลับบ้านเรียบร้อย

อันนี้แหละครับเรียกว่าซื้อของให้คนรับ ไม่ใช้ซื้อของให้คนซื้อ