วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

:P

กลับมาอีกครั้งแล้วครับ หลังหายตัวไปเกือบ 2 เดือนเห็นจะได้ ไปปฏิบัติภารกิจเพื่อตัวเองมาครับ เลยไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย

ตอนแรกว่าจะเขียนถึงเรื่องสงกรานต์ แต่คิดไปคิดมาไม่เอาดีกว่า เบื่อ

เวลานี้ต้องขอพูดถึงฟุตบอลลีกของประเทศเราหน่อย ไม่กี่วันที่ผ่านมามีโอกาสดีได้ไปดูการแข่งขันสดๆ ในสนามครับ ซึ่งใครที่ติดตามจะรู้ว่า คึกคักและสนุกมาก ผมเป็นคนที่เล่นบอลมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้รู้สึกว่า มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ใครไปทำอะไรเข้า การแข่งขันบอลของบ้านเรามันถึงได้พัฒนาขนาดนี้ไปได้ สโมสรหลายๆ สโมสร กลายเป็นตัวอย่างของการปฏิบัติแบบมืออาชีพไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสนามแข่งขัน กองเชียร์ ร้านขายของที่ระลึก ซึ่งเชื่อไหมว่าแต่ละนัดขายได้เงินเป็นแสนๆ บวกกับค่าตั๋วเข้าชมอีก ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่เดี๋ยวนี้นักฟุตบอลสามารถมีอาชีพเป็นนักฟุตบอลจริงๆ สามารถเลี้ยงชีพและสร้างครอบครัวได้อย่างภูมิใจ

บรรยากาศในสนามนั้นถ้าใครมีโอกาสอยากให้ได้เข้าไปชมและเชียร์กันครับ ทีมไหน สนามไหนก็ได้ สำหรับผู้ที่ยังเลือกทีมโปรดไม่ได้ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาฟุตบอลไทยครับ

สิ่งที่น่าห่วงอย่างหนึ่งคือ คำหยาบ คำด่า ที่พูดออกมาใส่นักเตะและผู้เป็นกรรมการครับ ผมไม่ห้ามนะครับที่จะมีสิ่งพวกนี้อยู่ในสนาม เพราะมันเป็นแบบนี้ทั้งโลก ไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่ตอนนี้เรากำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว กระแสทำให้ในสนามมีทั้งผู้ที่เข้าใจในเกมฟุตบอล ผู้ที่เป็นมืออาชีพในการเชียร์ แต่อย่าลืมนะครับว่า เราจะเห็นว่ามีทั้งสุภาพสตรีซึ่งไม่มีความรู้ หรือดูบอลไม่เป็นเลยก็ว่าได้เข้ามาดู มีพ่อแม่จูงลูกเข้ามาดูเพื่อปลูกฝังการกีฬาให้เป็นความรู้และส่วนประกอบในการเติบโตเป็นเยาวชนที่ดี เพราะฉะนั้น คำพูดทุกคำ การแสดงออกทุกอย่าง มันคือครูที่สอนพวกเค้าเหล่านั้นครับ ใครพาใครมาดูช่วยอธิบายเหตุผลประกอบให้เค้าเข้าใจด้วยนะครับ

เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า “บอลไทยไปบอลโลก”

เค้าไม่ได้หมายความแค่มีนักเตะที่ดี มีโค้ชที่เก่ง แค่นั้นนะครับ

ชื่อมันก็พูดกับเราอยู่แล้ว บอลไทย มันหมายถึงทุกส่วนที่เกี่ยวข้องครับ มันหมายถึงเราด้วย

เขียนมาซะยาวหลายคนคงอยากรู้ใช่ไหมล่ะครับ ว่าเวลาผมไปดูบอล ผมจะเชียร์ยังไง จะได้มีส่วนช่วยสังคม

เสาร์-อาทิตย์ นี้ลองเข้าไปชมการแข่งดูนะครับ ไปนั่งตรงใจกลางกองเชียร์เลย แล้วคุณจะรู้ว่า คุณจะช่วยบอลไทยไปบอลโลกได้อย่างไร

kdk_0116

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

งานเทศกาล

เสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมารู้สึกแปลกๆ ครับ เพราะเป็นเทศกาลสำคัญของคนเชื้อชาติจีน และชาวฝรั่งมังค่า พร้อมๆ กัน เทศกาลที่ว่าคือ ตรุษจีน กับ วาเลนไทน์ ผมเองก็มีเชื้อจีนอยู่ครึ่งหนึ่งครับ แต่เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง จึงทำให้ไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมกับพิธีเท่าไหร่ จึงไม่สามารถรู้ถึงขั้นตอนและบรรยากาศของงาน แต่ก็ได้ซองแต๊ะเอียกับเขาเหมือนกัน ความรู้สึกเหมือนได้ถุงยังชีพจากรัฐบาลเลย 555

พอๆ กันกับวาเลนไทน์ครับ ตอนวัยรุ่นสมัยมัธยม อาจตื่นเต้นเป็นพิเศษ ขยันที่จะตื่นตั้งแต่เช้าไปปากคลองตลาด ซื้อดอกไม้ช่อใหญ่ เอามาให้สาวๆ ซึ่งสมัยนั้นก็ขำๆ ครับ รักในวัยเรียน โตขึ้นมาก็รู้สึกเฉยๆ ไปเองครับ (หรือเพราะไม่มีสาวๆ เหมือนก่อนก็ไม่รู้ 555)

ได้คุยกับเพื่อนบางคนครับ มันบอกว่าเซ็งวันนี้สุดๆ ตื่นขึ้นมาก็ไม่เจอใครเลย ทุกคนออกไปข้างนอกกันหมด คงไปกับแฟน ผมก็บอกว่า อ้าว !! มึงก็ออกไปเดินเล่น ซื้อของ ดูหนัง เหมือนตามปกติที่มึงทำสิ ไม่เห็นแปลก มันบอก ไม่อยากออก ทุกวันเดินคนเดียวได้ไม่เป็นไร แต่ถ้าวาเลนไทน์มันเขินบอกไม่ถูก

คนเราก็แปลกนะครับ สามร้อยกว่าวันในหนึ่งปี อยู่คนเดียวได้มาตลอด แต่กลับทำไม่ได้ในวันหนึ่ง ทำอย่างที่เคยทำไม่ได้ ไม่รู้เกิดมาจากความรู้สึกของตัวเองที่มองคนอื่นๆ หรือจากความรู้สึกของคนอื่นที่ตัวเองคิดว่าจะมองกลับมากันแน่

เคยคุยเล่นๆ กับเพื่อนที่เที่ยวกันบ่อยๆ ครับว่า ถ้ามีบ้านพักสวยๆ ต่างจังหวัด บรรยากาศดีๆ จะจัดโปรโมชั่นรับเฉพาะคนโสดมาเที่ยวกันวันวาเลนไทน์ครับ จะจัดทุกอย่างให้มันโคตรเศร้า ซ้ำเติมความรู้สึกแบบสุดๆ ไปเลยครับ

เพลงเศร้าที่ฟังแล้วน้ำตาไหล จับกลุ่มคุยเรื่องความรักที่ผ่านมาเหมือนในหนังที่ชอบมีกลุ่มสารภาพให้คนแปลกหน้าฟังเพื่อให้ผ่านเรื่องต่างๆ ไปให้ได้ มีวอดก้าให้ดื่มแบบเต็มที่กินแล้วปาแก้วทิ้งให้สบายใจ

ทำทุกอย่างที่อยากทำ ทำทุกอย่างที่ยังไม่ได้ทำ

ไม่ได้อยากให้เป็นรวมพลคนเหงานะครับ แต่ไม่อยากให้เสียเวลาไปหนึ่งวันเฉยๆ แล้วรู้สึกว่าวันวาเลนไทน์มันไม่ใช่วันของเรา

บางทีผมอาจตั้งวันที่ 15 กุมภา เป็นวันสำคัญอีกหนึ่งวันก็ได้ เพราะเชื่อว่าหลายๆ คน รอสารภาพรักกับคนที่ชอบในวันที่ 14 ไม่มากก็น้อย คงไม่ทุกคนที่สมหวังหรอกครับ

14 กุมภา วันวาเลนไทน์

15 กุมภา วันบาย บาย ความรัก ดีไหม?? :P

Big_120157171505 Valentine-2009-2

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

คำสอนดีๆ กับสูตรแห่งความสำเร็จ

 

บังเอิญได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์จากทั้งในเนต และสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ แล้วชอบคำสอนของ ขงจื๊อ ที่ว่า ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน ครับ

ฟังแล้วอย่างหนึ่งก็รู้สึกว่า จะอย่างไรทุกคนก็ย่อมมีลิขิตจากฟ้าส่งมาติดตัวเราอยู่แล้ว อาจจะกำหนดโน่น นี้ นั้น ได้บ้าง แต่เราก็ไม่ควรทิ้งความพยายาม หรือจะพยายามทั้งทีก็ควรทำให้ถึงที่สุดครับ ผมเคยรู้สึกว่าลิขิตฟ้าอย่างหนึ่งก็คือพรสวรรค์ที่ทุกคนย่อมมีติดตัวซักหนึ่งอย่าง เคยรู้สึกว่าทำยังไงมานะยังไงก็สู้คนที่มีพรสรรค์สิ่งนั้นติดตัวอยู่ไม่ได้

ผมชอบศิลปะครับจึงเลือกเรียนทางสายนี้มาทั้งๆ ที่วาดรูปไม่ได้เรื่องเลย เคยต้องวาดภาพคนเหมือนครับ ศึกษาโครงสร้างกระดูก หัดแล้วหัดเล่า ก็ได้แต่เกรดดีด๊อกตัวโคตรใหญ่จากอาจารย์กลับมาอยู่เสมอไป

ใช้ความพยายามบวกกับความชอบครับ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ส่งงานไป กลับคืนมาเป็นเกรดซีครับ มีคำชมง่ายๆ สั้นๆ ว่า “ใช้ได้ ดีขึ้น”

โคตรปลื้มครับ ยังกะได้เกียรตินิยมเลย

ลิขิตฟ้าไม่ได้เป็นคนเขียนกลับมาครับ แต่เป็นอาจารย์เรานี่แหละที่เห็นความมานะ เพราะฉะนั้นก็แสดงว่ามีบางอย่างที่ลิขิตฟ้าก็ให้เราไม่ได้เหมือนกัน จงทำมันเถิด ถ้ามันเป็นสิ่งที่ดี

พอเห็นคำสอนนี้ ทำให้นึกถึงบทความที่เคยเห็นแล้วชอบจึงเก็บไว้เพื่อเป็นคำสอนตัวเองอยู่เสมอครับ มันเป็นสูตรแห่งความสำเร็จ (ไม่รู้ว่าใครคิดขึ้น ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ)

สูตรสู่ความสำเร็จ
ถ้า A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z มีค่าเท่ากับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 2324 25 26 ตามลำดับ

แล้วจะพบว่า......

1) H+A+R+D+W+O+R+K = 8+1+18+4+23+15+18+11= 98%

HARD WORK หรือ ทำงานหนักมีค่าเท่ากับ 98 %
2)K+N+O+W+L+E+D+G+E=11+14+15+23+12+5+4+7+5= 96%
KNOWLEDGE หรือ ความรู้ มีค่าเท่ากับ 96 %
3) L+O+V+E=12+15+22+5= 54%
LOVE หรือ ความรัก มีค่าเท่ากับ 54 %
4) L+U+C+K = 12+21+3+11= 47%
LUCK หรือ โชค มีค่าเท่ากับ 47 %

ไม่มีสิ่งใดที่มีค่า 100 % เลยหรือ !!! แล้วสิ่งใดที่มีค่าเท่ากับ100 %
- ใช่เงินหรือเปล่า ? .... .....ไม่ใช่ !!!!!
- ความเป็นผู้นำหรือเปล่า ?ไม่ใช่ !!!!!

แล้วอะไรล่ะ ?
A+T+T+I+T+U+D+E = 1+20+20+9+20+21+4+5 = 100%

ATTITUDE หรือทัศนคติ นั่นเอง ที่มีค่าเท่ากับ 100 %

เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีทัศนคติว่า ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน

เมื่อคุณทำงานหนัก+ศึกษาหาความรู้+ความรักที่ได้มาแล้วนั้น ที่เหลือก็เป็นตัวแปรนอกการควบคุมครับ เดี๋ยวคำว่า “โชค” มันจะทำงานของมันเองครับ

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แต่งงาน กับ งานแต่ง

วันเสาร์ที่ผ่านมา ไปร่วมแสดงความยินดีกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งมันแต่งงานครับ มีทั้งพิธีแบบคริสต์ที่โบสถ์ และงานเลี้ยงแบบไทยๆ ตอนหัวค่ำ

ผมว่างานแต่งเป็นแหล่งพบปะที่ดีเวลาที่อยากจะเจอกับเพื่อนๆ เพราะจะมีทั้งเพื่อนสมัยประถม มัธยม ที่ทำงาน หรือเพื่อนเที่ยวทั่วไป ถ้าไม่ติดงานด่วนอะไรมากๆ ก็จะพยายามไปแทบทุกครั้งครับ

พอเวลาอายุมากขึ้น แต่งงานกันไปหมดแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการพบปะแบบโศกเศร้า เพราะจะมีวัดเป็นแหล่งสำคัญไปแทน

นานๆ จะมีโอกาสเห็นพิธีแบบคริสต์ครับ ดูสวยงามและศักดิ์สิทธิ์ แถมอยู่ในโบสถ์อากาศเย็นๆ สบายดีครับ แต่ก็รู้สึกเขินๆ เหมือนกันเพราะทำอะไรไม่ค่อยถูก

ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งแบบไหน ผมว่าก็มีความสุขเป็นที่ตั้งเหมือนกันอยู่แล้ว ผมชอบเดินดูงานทั่วๆ ครับ ถ้ามีกล้องถ่ายภาพติดไปก็จะถ่ายรูปรายละเอียดสวยๆ เก็บไว้เสมอ

บางงานคู่รักก็จะทุ่มเททุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด จนบางครั้งก็แยกไม่ออกครับว่าอยากแต่งงาน หรืออยากจัดงานแต่ง เพราะบางทีเห็นเจ้าภาพบางงานก็เครียดกับงานมากไปจนลืมว่า วันนี้เป็นวันที่ต้องมีความสุขนะ ไม่ใช่เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลงาน ผิดพลาดอะไรนิดหน่อยหรือดอกไม้เอียงไปองศาหนึ่งก็ช่างมันเถอะครับ แขกเค้ามาร่วมแสดงความยินดี ไม่ใช่กรรมการเดอะสตาร์มาวิจารณ์

รู้ไหมครับ ผมชอบช่วงไหนมากที่สุด ในงานแต่งงาน ???

เซ็นชื่อเข้างาน ถ่ายรูป นั่งกิน ฉากหอมแก้ม ตัดเค้ก

ไม่ใช่เลยครับ....

ผมชอบตอนจะแยกย้ายกลับ แล้วเพื่อนไม่ว่าจะเป็นเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวเดินมาส่งครับ

ผมไม่รู้นะครับว่าบ่าวสาวเค้าจะมีความรู้สึกอย่างไร (เพราะยังไม่เคยแต่ง) แต่ผมว่าไอ้การที่เรากอดหรือตบไหล่เพื่อนแล้วพูดกับมันว่า

“ยินดีด้วยเว้ยมึง”

ภาพบรรยากาศตอนที่เรารู้จักหรือเคยมีเหตุการณ์ที่เราได้ร่วมใช้ชีวิตกันมา มันจะสไลด์โชว์แบบออโต้ในหัวครับ

ช่วงเวลาแห่งความสุขก็จะอยู่กับเราซักประมาณชั่วโมง หรือสองชั่วโมงครับ ต่อจากนั้นเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงเหมือนผม คือ พวกเพื่อนที่มาร่วมงานแต่ง ก็จะพาเหรดไปเที่ยวกันต่อเสมอ แล้วที่พลาดไม่ได้คือตอนชนแก้วกับประโยคแสนคลาสสิค

“ใครจะตกนรกเป็นรายต่อไปว่ะ”

.......55555 .......

 

s_023

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

ตรวจผู้ต้องสงสัย

เลิกงาน 5 โมงเย็น ถ้าไม่ติดงานด่วนผมจะวิ่งเอาเหงื่อหรือไม่ก็เล่นบอลกีฬาโปรดเป็นการออกกำลังกายเรียกเหงื่อครับ เพื่อสุขภาพที่ดีด้วย

เพราะฉะนั้นที่โต๊ะทำงานของผมจะมีเสื้อผ้าไว้เปลี่ยนและอุปกรณ์อาบน้ำติดไว้เสมอ เล่นเสร็จประมาณทุ่มนิดหน่อย ก็จะนั่งพัก อาบน้ำ และเปลี่ยนชุดนั่ง รถประจำทางกลับบ้านครับ

ผมเป็นคนร้อนง่ายหนาวง่ายครับ และถ้ารู้สึกอึดอัดเวลาร้อนๆ เหงื่อออกเหนียวตัวด้วยแล้ว ทำไรไม่ได้ครับมันหงุดหงิด ชุดที่ผมใส่นั่งรถกลับบ้านคือเสื้อยืดเก่าๆ กับกางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ นึกถึงตอนใส่ชุดอยู่บ้านน่ะครับ และจะมีเป้ใส่ชุดกีฬากับชุดทำงาน และอุปกรณ์ติดตัวต่างๆ จนตุงหนึ่งใบ

หลายคนก็ทักนะครับว่าใส่ชุดหยั่งนี้ขึ้นรถเหรอ ผมเข้าใจครับว่ามันดูสบายและอาจโทรมไปสำหรับบางคน แต่ผมว่าเมืองไทยมันเมืองร้อนครับ ควรใส่อะไรที่มันบางๆ เบาๆ และสบายตัว ถึงจะเหมาะ และอีกอย่างถ้าใครได้ใช้รถประจำทางหรือรถทัวร์บ่อยๆ จะทราบว่าบางคันมันก็แอร์เย็นบ้างไม่เย็นบ้างครับ เราต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน

ถ้าพอมีเวลาเหลือผมก็จะเดินเข้าห้างสรรพสินค้าก่อนเข้าบ้านครับ ดูหนังสือบ้าง เพลงบ้าง หนังบ้าง แวะเข้าห้องน้ำไปฉี่อย่างเดียวก็มีครับ

ก่อนเข้าห้างก็จะเจอจุดตรวจตราความเรียบร้อยครับ ช่วงที่บ้านเมืองมีเหตุวุ่นวายต่างๆ นานา จะมีการตรวจเข้มเป็นพิเศษ

เชื่อไหมครับว่าผมเดินเข้าห้างพร้อมคนหลายๆ คน ผมเจอหยุดตรวจอยู่คนเดียวครับ ทีแรกก็ไม่สนใจ แต่พอโดนตรวจสามวันติดเริ่มเซ็งครับ โอเค หน้าผมอาจไม่ยิ้มแย้มแจ่มใส หรือผมของผมอาจยาวรุงรัง แต่น่าจะสุ่มตรวจหลายๆ คนนะครับ แถมบางทีให้ผมเปิดเป้ให้ดู รื้อไปรื้อมาอยู่นั้น บางวันผมเลยแกล้งเอาชุดบอลเหงื่อชุ่มๆ กับกางเกงในไว้ข้างบนซะเลย

เท่าที่ผมสังเกต ตั้งสมมติฐาน และทำการทดลอง ตามตัวแปรต่างๆ แล้ว สรุปได้ว่า ที่เค้าตรวจผมเพราะชุดที่ผมใส่ครับ มันเป็นเหมือนชุดอยู่บ้าน ไม่หล่อ สุภาพ เรียบร้อย เหมือนที่คนอื่นส่วนมากใส่กัน เลยต้องกลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในการโดนตรวจค้นครับ

เคยเสียเวลาทดลองครับ วันหนึ่งเดินเข้าห้างแล้วก็โดนตรวจตามเคย พอตรวจเสร็จผมเดินเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเป็นชุดทำงานเต็มยศ เอาเป้ไปฝากเคาเตอร์ชั้นล่าง เดินออกนอกห้าง วนไปขึ้นบันไดเข้าห้างอีกทีครับ จุดเดิม ที่เดิม คนตรวจเดิม ตัวผมคนเดิม แต่เปลี่ยนชุดหล่อครับ

ผ่านฉลุย ชิวชิว

ผมไม่เคยโทษเจ้าหน้าที่น่ะครับ เพราะเพื่อนผมก็บอกว่าถ้าเป็นมัน มันก็ตรวจผมแน่นอน

เพียงแค่รู้สึกขำเล็กๆ ครับ ผมไม่ปฎิเสธครับว่าภาพลักษณ์ข้างนอกของเรามันสำคัญ แต่ต้องดูสถานการณ์ควบคู่ด้วยก็คงดีครับ ถ้าต้องการตรวจเพื่อดูรายละเอียดต่างๆ ที่อยู่ข้างในตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวคน หรือตัวสิ่งของต่างๆ ก็ควรเข้มงวดกับสิ่งที่อยู่ข้างใน ไม่ใช่จะคอยครวจเข้มเฉพาะกับสิ่งที่เห็นภายนอกครับ

สังคมเราบางทีก็สั่งสมค่านิยมบางอย่างที่แปลกๆ ครับ จนบางทีทำให้เราลืมความหมายของหน้าที่ตัวเอง

บางทีเวลาที่ผมต้องโดนหยุดตรวจ ผมมองดูคนที่ใส่สูทผูกไทเดินผ่านไปมา ก็ทำให้ผมหายสงสัยครับว่า ทำไมบางทีเรารู้ทั้งรู้ว่ามีผู้ทำผิด อยู่ตรงไหน และที่ใดบ้าง แต่ทำไมไม่ไปตรวจหรือจับเข้าคุกกัน

อาจเป็นเพราะชุดล่องหนที่ใส่กันอยู่ก็ได้ 555

post-1390-1199937681        01_46

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

ความเชื่อ

มีอยู่วันหนึ่งติดรถน้องที่ทำงานไปทำธุระครับ นั่งรถก็คุยกันไปเรื่อยๆ ขับไปเรื่อยๆ ผมก็ค้นรถเล่นไปเรื่อยๆ เหมือนกัน

ไปเจอพวงกุญแจห้อยอยู่ที่บังแดดเหนือหัวครับ เอาลงมาดูเล่นเพราะอยากรู้ว่าทำไมเอามาไว้อยู่ตรงนี้

เป็นพวงห้อยกุญแจธรรมดาทั่วไปเนี่ยแหละครับเป็นรูปแคน (เครื่องเป่าพื้นเมืองชนิดหนึ่ง)

ถามไปถามมาน้องบอกว่าพระให้มา

ผมงงนิดหน่อยครับ ว่าทำไมพระให้พวงกุญแจแทนที่จะเป็นอะไรก็ตามแต่ที่ช่วยเสริมหรือคุ้มกันด้านจิตใจ

น้องบอกต่อไปอีกว่า พระให้มาติดตัวไว้ ช่วยเสริมดวง

ช่วยยังไงว่ะ ผมถามน้องนะครับ ไม่ได้ถามพระ อย่าตกใจ

มีติดตัวไว้ จะได้ไม่ขาดแคลน น้องตอบ

หายงงครับท่าน มีแคนติวตัวไว้ จะได้ไม่ขาดแคลน

ต้องยอมรับครับว่า ผมแอบยิ้มนิดหน่อย หัวเราะบ้างพอเป็นพิธี น้องคงรู้ครับว่าผมว่ามันดูแปลกๆ และไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ จึงรีบบอกผมว่า “ก็พกไว้ ยังไงซะก็สบายใจขึ้น จะช่วยได้หรือยังไงค่อยว่ากันอีกที”

ผมไม่ได้ลบหลู่ครับ เพราะเชื่อว่าหลายๆ ท่านก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน ความเชื่อ ความศรัทธาส่วนตัว ถือเป็นเหตุผลหนึ่งครับ ไม่ต่างจากความชอบ

ทุกครั้งที่ผมแข่งบอล ผมชอบใส่เบอร์ 10 ครับ เพื่อนๆ ที่เล่นด้วยก็รู้ใจเอาเสื้อเบอร์ 10 ไว้ให้ผมเสมอ ใส่ทีไรรู้สึกว่าตัวเองเล่นดี เทพเข้าแข้งครับ เปเล่ ซีดาน ประมาณนั้นเลย ทั้งที่จริงๆ แล้ว บางทีตอนถอดเสื้อเล่น ยังเล่นดีกว่าซะอีก

ความชอบ ความเชื่อ นี่แหละครับ ทำให้เกิดความมั่นใจ พอมีความมั่นใจก็ทำให้พร้อมที่จะทำอะไรได้อย่างเต็มที่ครับ

สมัยวัยรุ่นผมมักนอนดึกเพราะชอบบรรยากาศทำการบ้านตอนกลางคืนครับ มันไฟลนตูดดี

ดึกๆ จึงต้องออกไปหาของใส่ท้องเพิ่มพลังเสมอ มีวันหนึ่งขณะกำลังรออุ่นไส้กรอกในร้านสะดวกซื้อ เจอเพื่อนสุดหล่อที่เคาเตอร์พอดี

เห็นมันซื้อถุงยาง 2 กล่องครับ พอเดินออกนอกร้านจึงแซวว่า มึงจะไปออกรบศึกหนักหรือไปแบ่งขายว่ะ

มันบอกว่าต้องใส่สองชั้นถึงมั่นใจ จะซื้อกล่องเดียวมันก็มีแค่สามชิ้น ไม่ลงตัวรอบหน้า พูดเสร็จมันก็รีบบึ่งรถหายไปอย่างรวดเร็ว

ทำให้ผมรู้เพิ่มอีกอย่างหนึ่งว่า ความกลัวก็ทำให้เราขยันสร้างความมั่นใจขึ้นได้เหมือนกัน

นึกถึงเพื่อนคนนี้แล้ว ตอนนี้ผมคงต้องไปหาหลวงพี่คนนั้นบ้างแล้วล่ะครับ

จะได้ไม่ขาดแคลน 555

kaen spd_20091028205417_b condom

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

ยี่ห้อนั่นสำคัญไฉน???

 

ทุกเดือนที่บ้านจะต้องไปจับจ่ายซื้อของใช้กันครับ ไปทีก็หมดตัวกันไปที ล่าสุดช่วงปีใหม่ครับ พอไปถึงก็ต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่หยิบของคนละอย่างสองอย่าง

ซักพักก็มารวมตัวกันที่รถเข็น บางทีก็ต้องสองคันครับ ซื้อนึกว่าเอาไปแบ่งขายเหอะ

เหลือบไปเห็นชุดกระเช้าอวยพรครับ เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่นิยมให้อวยพรกัน แต่ดูไปดูมามันเป็นยี่ห้อที่ไม่คุ้นครับ แต่คล้ายๆ กันมาก บใบไม้เหมือนกันแต่สะกดไม่เหมือนกัน ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ แต่ก็ถามที่บ้านดูว่าทำไมเอายี่ห้อนี้

คุยไปคุยมากลับเป็นว่าหยิบมานึกว่าเป็นยี่ห้อดั่งเดิม ผลสุดท้ายเอาไปคืนที่เดิมไม่เอา แถมไม่เอายี่ห้อเดิมด้วย

งงสิครับงานนี้ เลยถามว่าแล้วทำไมไม่เอาอันดั่งเดิมไปล่ะ

“จัดไม่สวย ไม่มีแบบที่อยากได้” แม่ตอบ

แล้วทำไมไม่เอายี่ห้อใหม่ที่จัดถูกใจล่ะ ผมถามดาบสอง

“ไม่เอา ยี่ห้อไม่รู้จัก”

สุดท้ายก็จบตรงเดินไปหานมยี่ห้อดังเป็นของอวยพรญาติครับ

เลยรู้สึกว่า การจะเปลี่ยนใจผู้บริโภคนั่นช่างยากเสียจริง

ความเชื่อว่าถ้าให้ของอวยพร ต้องยี่ห้อนี้ ของเพื่อสุขภาพก็จะต้องนึกถึงแบบนี้

เปลี่ยนยากมากครับ เพราะคนซื้อตอนซื้อนั้นไม่ได้นึกถึงการบริโภคครับ

แต่นึกถึงตอนถือไปให้ซะมากกว่า

กินไม่กิน ชอบไม่ชอบ ไม่รู้ แต่มันต้องอันนี้ยี่ห้อนี้ สบายใจผู้ให้ครับ

นึกถึงเวลาซื้อ มาม่า หรือ แฟ้บ ก็ได้ครับ

คุณซื้อตรงกับชื่อมันบ้างรึเปล่า

เคยเห็นแม่ลูกคู่หนึ่งจ่ายตังค์ตอนซื้อของครับ ลูกบอกว่าให้รอเดี๋ยวจะวิ่งไปเอามาม่าไว้กินเล่น

กลับมาพร้อมไวไวแพคใหญ่ แม่ถามว่ามันคนละยี่ห้อกันนี่ลูก

ลูกบอก “อันนี้มันอร่อย”

สุดท้ายก็จ่ายตังค์ไปกลับบ้านเรียบร้อย

อันนี้แหละครับเรียกว่าซื้อของให้คนรับ ไม่ใช้ซื้อของให้คนซื้อ