วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Vuvuzela & jabulani

 

ช่วงนี้ผมนอนตอนตีสามครึ่งประจำเลย เพราะต้องรอดูการถ่ายทอดฟุตบอลโลก

ง่วงนะครับ แต่ก็พลาดไม่ได้ เป็นมหกรรมแบบสี่ปีมีครั้ง คนรักบอลย่อมเข้าใจกันดี

ในฐานะคอบอลขอพูดถึงซักสองเรื่องครับ

หนึ่งเลย vuvuzela ที่คนในสนามเป่าเชียร์กันสนั่นคล้ายเสียงต่อแตกรังน่ะครับ

หลายท่านคงคิดเหมือนกันว่า มันดังและต่อเนื่องกันเกินไป ผมก็ว่าตามนั้นเลย

ได้ข่าวหลายๆ ทีมกำลังขอเจ้าภาพให้ลดเสียงของแตร vuvuzela ลงมาบ้างเพราะสั่งอะไรกันไม่ได้เลย

ในฐานะคนดูจากหน้าจอทีวี ผมรู้สึกว่ามีเป็นสีสันดีอยู่แล้วครับ แต่ไม่ต้องตลอดเวลา

เว้นที่ไว้สำหรับเสียงตะโกนของกองเชียร์บ้าง เสียงผู้เล่นบ้าง

มันเป็นอรรถรสของการแข่งดีครับ

ส่วนเรื่องที่สอง ผมสงสัยประจำเลยครับว่า ทุกครั้งที่มีการแข่งขันรายการใหญ่

ต้องผลิตลูกฟุตบอลออกมาใหม่ตลอด ปีนี้ก็มีเจ้า jabulani-adidas-2010

ไอ้ผลิตน่ะผมเข้าใจแต่ที่ไม่ชอบคือ

แม่งมีปัญหาตลอด ยิ่งทันสมัยยิ่งสร้างปัญหาเสมอ

บอลเบาขึ้น กลมขึ้น อะไรก็ดีขึ้นต่างๆ นานา ตามคำโฆษณา

แต่ผมว่ามันทำให้เกมฟุตบอลมันเล่นยากและไม่สวยงามน่าชมเลย

นักเตะบังคับบอลยากขึ้น วางบอลไม่แม่น ผู้รักษาประตูก็เสียสุนัขมาหลายรายแล้ว

ผมว่าใช้ลูกเก่าๆ แบบเดิมๆ ก็ได้ ถ้าอยากจะเปลี่ยนลวดลายเพื่อขายทำธุรกิจก็ไม่ว่ากัน

บางทีอะไรใหม่ๆ ก็ไม่เหมาะกับอะไรเก่าๆ ก็ได้นะครับ

fs_2010-05-17T080052Z_01_SSIB004_RTRIDSP_2_SOCCER-WORLD     jabulani-adidas-2010

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ช้าง

เคยไปกินข้าวตามร้านอาหาร หรือซื้อของอยู่แล้วมีช้างมาขออาหารไหมครับ

เห็นทีไรก็อดสงสารไม่ได้

เพราะทุกครั้งที่เห็น ความรู้สึกมันจะบอกว่า ช้างมันไม่อยากทำหรอก

คนต่างหากที่เอาช้างมาเป็นเครื่องมือแสวงหาอาชีพ

แต่บางคนก็บอกว่า ช้างมันอยู่ที่บ้านเกิดไม่ได้แล้ว มันจะอดตาย

มาเดินทำงานแบบนี้ดีกว่า

หลายคนซื้ออาหารให้ แล้วมีความสุขที่ได้สัมผัสมัน

หลายคนบ่นงึมงำว่า “ทำไมมึงมีอาหารอยู่ในมือแล้วไม่ให้เองว่ะ”

หลายคนบอกว่า “เอานะ เหมือนทำบุญน่ะแหละ ไม่ต้องคิดมาก”

ผมไม่เคยซื้อให้ครับ ผมสงสารมัน ตามันเศร้า

ไม่ชอบเห็นเวลาคนให้อาหารแล้ว คนคุมช้างก็บังคับให้มันคุกเข่าหรือขอบคุณแบบไหนก็ตาม

ผมว่าทุกคนหรือทุกตัว ชอบและมีความสุขเสมอ ที่บ้านของตัวเอง

ถ้าอยู่มาวันนึงไม่มีใครซื้ออาหารให้อีกแล้ว

ควานกับช้าง ใครจะได้กลับบ้านก่อนกัน ถ้าเป็นช้างก็คงดี

 

kdk_0319

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

มันเรียกว่า????

มันใช้แทนกระจกได้....

ทับกระดาษได้เวลาเบื่อมันแล้ว..

มันทำให้หลายๆ คน กัดฟันต้องเป็นหนี้เพื่อมีมัน..

มันทำให้โทรศัพท์บ้านกับตู้สาธารณะตกยุค..

มันส่งเมล์ได้...

มันเล่นเนตได้..

มันถ่ายรูปได้..

มันเป็นเครื่องประดับ ทำให้หลายคนมั่นใจ..

มันเท่ห์...

มันถ่ายคลิปได้..

ฟังเพลง ฟังmp3 ...

มันส่งข้อความถึงกันได้..

มันทำให้หลายๆ คนอยู่คนเดียวก้มหน้าก้มตากดได้ทั้งวัน..

มันราคาตกทุกวัน..

แต่มีคนเปลี่ยนมันทุกเดือน..

มันเป็นเทคโนโลยีที่ตกยุคของต่างชาติ....

มันกินเงินเดือนไปเกือบครึ่งของบางคน..

มันเป็นแฟชั่นฟุ่มเฟื้อย ถ้าลืมนึกถึงประโยชน์ที่ต้องใช้มัน..

มันแพงนะ ถ้าใช้ความสามารถมันแค่หนึ่งในสี่..

มันเกือบเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว..

ดูเวลาก็ได้..

ไฟฉายก็มี..

นาฬิกาปลุกยังได้..

มันเป็นปฎิทิน...

มันเป็นสมุดจดจำจนสมองเราไม่ต้องจำอะไรมาก..

มันเป็นแผนที่..

มันเป็นที่จุดฉนวนระเบิด..

มันเป็น...มันเป็น ฯลฯ ฯฯฯ

มันชื่อโทรศัพท์มือถือ

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ร้อนฉิบหาย

 

มีคนเคยบอกว่าถ้าโลกร้อนขึ้นอีก 6 องศา มนุษย์จะไม่สามารถทนอาศัยอยู่ได้

ตอนแรกก็ฟังไว้เฉยๆ ครับ คิดอยู่ว่า มันคงไม่เป็นแบบนั้นได้หรอก ถึงเป็นก็คงอีกหลายช่วงคนมั่ง

ตอนนี้ชักกลัวแล้วครับ....

ตอนเช้า 8 – 9 โมง ผมว่าเราเริ่มอยู่กลางแดดไม่ได้แล้ว มันร้อนแบบแสบๆ ผิวบอกไม่ถูก ช่วงกลางวันแดดจัดๆ ไม่ต้องพูดถึงครับ จะบ้าตาย ผมไม่ได้เป็นคนขี้ร้อนชอบนอนแอร์เท่าไหร่ ตอนนี้รู้สึกตัวเองผิวโคตรบางเลย เมื่อสมัยเรียนมัธยมยังจำได้เลยครับว่า ต้องตื่นไปซ้อมฟุตบอลตั้งแต่เช้าจนถึง 8 โมงกว่าๆ ถึงเข้าเรียน ตอนเที่ยงซ้อมต่ออีกรอบ ตอนนั้นอากาศดีมาก แดดส่องแบบรู้สึกสบายครับ ตอนนี้เชื่อไหมครับว่าหลายๆ คนบอกว่ายืนกลางแดดนานๆ ไม่ได้ทนไม่ไหวจะเป็นลม เคยได้ยินข่าวแว่วๆ มาว่าเริ่มมีวัวควายตายเพราะแดดและความร้อนกันแล้ว น่ากลัวนะครับไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย

เคยคิดกันไหมครับว่าต่อไปจะเป็นอย่างไรถ้าอากาศมันร้อนจนผิวเราทนไม่ไหว จะเป็นอย่างไรหากเราต้องอยู่ในที่ร่มตลอดเวลา ถึงเวลาที่ต้องช่วยๆ กันบ้างแล้วล่ะครับ

ถ้าหากคิดแต่ว่าร้อนมากๆ ก็ติดแอร์ ทุกคนทุกบ้านก็ทำเหมือนกันหมด เราสบายครับ แต่โลกจะร้อนและมีมลพิษเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ไม่รู้

ตอนนี้ลองออกไปยืนกลางแดดดูนะครับ แล้วจะรู้เลยว่าสิ่งที่ช่วยเราได้มากที่สุด ต้นไม้ครับ มีการรณรงค์กันมายาวนานแล้วสำหรับเรื่องของการปลูกต้นไม้ ตอนนี้คงต้องจริงจังกันซะทีล่ะครับ ใครมีแผนอะไรยังไงต้องงัดกันออกมาโชว์กันแล้ว ไม่ใช่จะมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตากันแข่งขายแอร์ พัดลม ยาทากันแดด ผมว่าถ้าให้ดีต้องให้ผู้บริโภครับต้นไม่ไปปลูก 10 ต้นต่อการซื้อแอร์เครื่องหนึ่งดีไหมครับ หรืออะไรก็ได้ให้มันมีการแลกเปลี่ยนแบบบังคับกันก็ได้ ไม่งั้นไม่ทันการครับผมว่า

มีวิธีหนึ่งของโรงแรมประเทศไหนก็ไม่รู้ครับจำไม่ได้แล้ว ไอเดียแจ่มมาก คนไปเปิดห้องนอนจะมีวิธีที่ทำให้ได้บัตรรับประทานอาหารในโรงแรมฟรีจำนวนกี่บาทก็ว่าไป โดยการแลกกับที่แขกต้องไปปั่นจักรยานออกกำลังกายที่สามารถผลิตไฟฟ้าไปในตัว สุดๆ ครับ โรงแรมมีแขกแถมปั่นไฟฟ้าด้วยพลังงานคนแลกกับอาหารนิดหน่อย คนไปพักได้ออกกำลังกายไปในตัวแถมกินข้าวฟรีอีก

....วินวินทั้งคู่ครับ....

 

GlobalWarming_resize tree_resize

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

:P

กลับมาอีกครั้งแล้วครับ หลังหายตัวไปเกือบ 2 เดือนเห็นจะได้ ไปปฏิบัติภารกิจเพื่อตัวเองมาครับ เลยไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย

ตอนแรกว่าจะเขียนถึงเรื่องสงกรานต์ แต่คิดไปคิดมาไม่เอาดีกว่า เบื่อ

เวลานี้ต้องขอพูดถึงฟุตบอลลีกของประเทศเราหน่อย ไม่กี่วันที่ผ่านมามีโอกาสดีได้ไปดูการแข่งขันสดๆ ในสนามครับ ซึ่งใครที่ติดตามจะรู้ว่า คึกคักและสนุกมาก ผมเป็นคนที่เล่นบอลมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้รู้สึกว่า มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ใครไปทำอะไรเข้า การแข่งขันบอลของบ้านเรามันถึงได้พัฒนาขนาดนี้ไปได้ สโมสรหลายๆ สโมสร กลายเป็นตัวอย่างของการปฏิบัติแบบมืออาชีพไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสนามแข่งขัน กองเชียร์ ร้านขายของที่ระลึก ซึ่งเชื่อไหมว่าแต่ละนัดขายได้เงินเป็นแสนๆ บวกกับค่าตั๋วเข้าชมอีก ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่เดี๋ยวนี้นักฟุตบอลสามารถมีอาชีพเป็นนักฟุตบอลจริงๆ สามารถเลี้ยงชีพและสร้างครอบครัวได้อย่างภูมิใจ

บรรยากาศในสนามนั้นถ้าใครมีโอกาสอยากให้ได้เข้าไปชมและเชียร์กันครับ ทีมไหน สนามไหนก็ได้ สำหรับผู้ที่ยังเลือกทีมโปรดไม่ได้ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาฟุตบอลไทยครับ

สิ่งที่น่าห่วงอย่างหนึ่งคือ คำหยาบ คำด่า ที่พูดออกมาใส่นักเตะและผู้เป็นกรรมการครับ ผมไม่ห้ามนะครับที่จะมีสิ่งพวกนี้อยู่ในสนาม เพราะมันเป็นแบบนี้ทั้งโลก ไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่ตอนนี้เรากำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว กระแสทำให้ในสนามมีทั้งผู้ที่เข้าใจในเกมฟุตบอล ผู้ที่เป็นมืออาชีพในการเชียร์ แต่อย่าลืมนะครับว่า เราจะเห็นว่ามีทั้งสุภาพสตรีซึ่งไม่มีความรู้ หรือดูบอลไม่เป็นเลยก็ว่าได้เข้ามาดู มีพ่อแม่จูงลูกเข้ามาดูเพื่อปลูกฝังการกีฬาให้เป็นความรู้และส่วนประกอบในการเติบโตเป็นเยาวชนที่ดี เพราะฉะนั้น คำพูดทุกคำ การแสดงออกทุกอย่าง มันคือครูที่สอนพวกเค้าเหล่านั้นครับ ใครพาใครมาดูช่วยอธิบายเหตุผลประกอบให้เค้าเข้าใจด้วยนะครับ

เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า “บอลไทยไปบอลโลก”

เค้าไม่ได้หมายความแค่มีนักเตะที่ดี มีโค้ชที่เก่ง แค่นั้นนะครับ

ชื่อมันก็พูดกับเราอยู่แล้ว บอลไทย มันหมายถึงทุกส่วนที่เกี่ยวข้องครับ มันหมายถึงเราด้วย

เขียนมาซะยาวหลายคนคงอยากรู้ใช่ไหมล่ะครับ ว่าเวลาผมไปดูบอล ผมจะเชียร์ยังไง จะได้มีส่วนช่วยสังคม

เสาร์-อาทิตย์ นี้ลองเข้าไปชมการแข่งดูนะครับ ไปนั่งตรงใจกลางกองเชียร์เลย แล้วคุณจะรู้ว่า คุณจะช่วยบอลไทยไปบอลโลกได้อย่างไร

kdk_0116

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

งานเทศกาล

เสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมารู้สึกแปลกๆ ครับ เพราะเป็นเทศกาลสำคัญของคนเชื้อชาติจีน และชาวฝรั่งมังค่า พร้อมๆ กัน เทศกาลที่ว่าคือ ตรุษจีน กับ วาเลนไทน์ ผมเองก็มีเชื้อจีนอยู่ครึ่งหนึ่งครับ แต่เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง จึงทำให้ไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมกับพิธีเท่าไหร่ จึงไม่สามารถรู้ถึงขั้นตอนและบรรยากาศของงาน แต่ก็ได้ซองแต๊ะเอียกับเขาเหมือนกัน ความรู้สึกเหมือนได้ถุงยังชีพจากรัฐบาลเลย 555

พอๆ กันกับวาเลนไทน์ครับ ตอนวัยรุ่นสมัยมัธยม อาจตื่นเต้นเป็นพิเศษ ขยันที่จะตื่นตั้งแต่เช้าไปปากคลองตลาด ซื้อดอกไม้ช่อใหญ่ เอามาให้สาวๆ ซึ่งสมัยนั้นก็ขำๆ ครับ รักในวัยเรียน โตขึ้นมาก็รู้สึกเฉยๆ ไปเองครับ (หรือเพราะไม่มีสาวๆ เหมือนก่อนก็ไม่รู้ 555)

ได้คุยกับเพื่อนบางคนครับ มันบอกว่าเซ็งวันนี้สุดๆ ตื่นขึ้นมาก็ไม่เจอใครเลย ทุกคนออกไปข้างนอกกันหมด คงไปกับแฟน ผมก็บอกว่า อ้าว !! มึงก็ออกไปเดินเล่น ซื้อของ ดูหนัง เหมือนตามปกติที่มึงทำสิ ไม่เห็นแปลก มันบอก ไม่อยากออก ทุกวันเดินคนเดียวได้ไม่เป็นไร แต่ถ้าวาเลนไทน์มันเขินบอกไม่ถูก

คนเราก็แปลกนะครับ สามร้อยกว่าวันในหนึ่งปี อยู่คนเดียวได้มาตลอด แต่กลับทำไม่ได้ในวันหนึ่ง ทำอย่างที่เคยทำไม่ได้ ไม่รู้เกิดมาจากความรู้สึกของตัวเองที่มองคนอื่นๆ หรือจากความรู้สึกของคนอื่นที่ตัวเองคิดว่าจะมองกลับมากันแน่

เคยคุยเล่นๆ กับเพื่อนที่เที่ยวกันบ่อยๆ ครับว่า ถ้ามีบ้านพักสวยๆ ต่างจังหวัด บรรยากาศดีๆ จะจัดโปรโมชั่นรับเฉพาะคนโสดมาเที่ยวกันวันวาเลนไทน์ครับ จะจัดทุกอย่างให้มันโคตรเศร้า ซ้ำเติมความรู้สึกแบบสุดๆ ไปเลยครับ

เพลงเศร้าที่ฟังแล้วน้ำตาไหล จับกลุ่มคุยเรื่องความรักที่ผ่านมาเหมือนในหนังที่ชอบมีกลุ่มสารภาพให้คนแปลกหน้าฟังเพื่อให้ผ่านเรื่องต่างๆ ไปให้ได้ มีวอดก้าให้ดื่มแบบเต็มที่กินแล้วปาแก้วทิ้งให้สบายใจ

ทำทุกอย่างที่อยากทำ ทำทุกอย่างที่ยังไม่ได้ทำ

ไม่ได้อยากให้เป็นรวมพลคนเหงานะครับ แต่ไม่อยากให้เสียเวลาไปหนึ่งวันเฉยๆ แล้วรู้สึกว่าวันวาเลนไทน์มันไม่ใช่วันของเรา

บางทีผมอาจตั้งวันที่ 15 กุมภา เป็นวันสำคัญอีกหนึ่งวันก็ได้ เพราะเชื่อว่าหลายๆ คน รอสารภาพรักกับคนที่ชอบในวันที่ 14 ไม่มากก็น้อย คงไม่ทุกคนที่สมหวังหรอกครับ

14 กุมภา วันวาเลนไทน์

15 กุมภา วันบาย บาย ความรัก ดีไหม?? :P

Big_120157171505 Valentine-2009-2

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

คำสอนดีๆ กับสูตรแห่งความสำเร็จ

 

บังเอิญได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์จากทั้งในเนต และสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ แล้วชอบคำสอนของ ขงจื๊อ ที่ว่า ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน ครับ

ฟังแล้วอย่างหนึ่งก็รู้สึกว่า จะอย่างไรทุกคนก็ย่อมมีลิขิตจากฟ้าส่งมาติดตัวเราอยู่แล้ว อาจจะกำหนดโน่น นี้ นั้น ได้บ้าง แต่เราก็ไม่ควรทิ้งความพยายาม หรือจะพยายามทั้งทีก็ควรทำให้ถึงที่สุดครับ ผมเคยรู้สึกว่าลิขิตฟ้าอย่างหนึ่งก็คือพรสวรรค์ที่ทุกคนย่อมมีติดตัวซักหนึ่งอย่าง เคยรู้สึกว่าทำยังไงมานะยังไงก็สู้คนที่มีพรสรรค์สิ่งนั้นติดตัวอยู่ไม่ได้

ผมชอบศิลปะครับจึงเลือกเรียนทางสายนี้มาทั้งๆ ที่วาดรูปไม่ได้เรื่องเลย เคยต้องวาดภาพคนเหมือนครับ ศึกษาโครงสร้างกระดูก หัดแล้วหัดเล่า ก็ได้แต่เกรดดีด๊อกตัวโคตรใหญ่จากอาจารย์กลับมาอยู่เสมอไป

ใช้ความพยายามบวกกับความชอบครับ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ส่งงานไป กลับคืนมาเป็นเกรดซีครับ มีคำชมง่ายๆ สั้นๆ ว่า “ใช้ได้ ดีขึ้น”

โคตรปลื้มครับ ยังกะได้เกียรตินิยมเลย

ลิขิตฟ้าไม่ได้เป็นคนเขียนกลับมาครับ แต่เป็นอาจารย์เรานี่แหละที่เห็นความมานะ เพราะฉะนั้นก็แสดงว่ามีบางอย่างที่ลิขิตฟ้าก็ให้เราไม่ได้เหมือนกัน จงทำมันเถิด ถ้ามันเป็นสิ่งที่ดี

พอเห็นคำสอนนี้ ทำให้นึกถึงบทความที่เคยเห็นแล้วชอบจึงเก็บไว้เพื่อเป็นคำสอนตัวเองอยู่เสมอครับ มันเป็นสูตรแห่งความสำเร็จ (ไม่รู้ว่าใครคิดขึ้น ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ)

สูตรสู่ความสำเร็จ
ถ้า A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z มีค่าเท่ากับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 2324 25 26 ตามลำดับ

แล้วจะพบว่า......

1) H+A+R+D+W+O+R+K = 8+1+18+4+23+15+18+11= 98%

HARD WORK หรือ ทำงานหนักมีค่าเท่ากับ 98 %
2)K+N+O+W+L+E+D+G+E=11+14+15+23+12+5+4+7+5= 96%
KNOWLEDGE หรือ ความรู้ มีค่าเท่ากับ 96 %
3) L+O+V+E=12+15+22+5= 54%
LOVE หรือ ความรัก มีค่าเท่ากับ 54 %
4) L+U+C+K = 12+21+3+11= 47%
LUCK หรือ โชค มีค่าเท่ากับ 47 %

ไม่มีสิ่งใดที่มีค่า 100 % เลยหรือ !!! แล้วสิ่งใดที่มีค่าเท่ากับ100 %
- ใช่เงินหรือเปล่า ? .... .....ไม่ใช่ !!!!!
- ความเป็นผู้นำหรือเปล่า ?ไม่ใช่ !!!!!

แล้วอะไรล่ะ ?
A+T+T+I+T+U+D+E = 1+20+20+9+20+21+4+5 = 100%

ATTITUDE หรือทัศนคติ นั่นเอง ที่มีค่าเท่ากับ 100 %

เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีทัศนคติว่า ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน

เมื่อคุณทำงานหนัก+ศึกษาหาความรู้+ความรักที่ได้มาแล้วนั้น ที่เหลือก็เป็นตัวแปรนอกการควบคุมครับ เดี๋ยวคำว่า “โชค” มันจะทำงานของมันเองครับ